พื้นที่อันเป็นที่ตั้งของจังหวัดอุบลราชธานี
ในปัจจุบันตามแผนที่ของกรมแผนที่ทหารบกไทย พิมพ์ไว้เมื่อประมาณ 40
กว่าปีมาแล้ว มีความว่า พื้นที่นี้อยู่ในอาณาจักรขอมมาถึง
842 ปี ลักษณะเป็นแคว้น และมีคนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว
คงจะเป็นพวกขอมละว้าหรือไทยโบราณ
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงกล่าวถึงวิธีการตั้งเมืองในเขตมณฑลอุดรและอีสานในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นไว้อย่างชัดเจนว่า
"
วิธีการตั้งเมืองต่างๆ ในมณฑลอุดรและอีสานเมื่อรัชกาลที่ 1
และรัชกาลที่ 3 เป็นรัฎฐาภิบาลโนบายอย่างประเสริฐ
เพราะเป็นเวลาที่ผู้คนแตกฉานซ่านเซ็นหนีภัยรวบรวมกันตั้งบ้านเรือนอยู่ที่อื่นบ้าง
เที่ยวซุกซ่อนอยู่ในป่าบ้าง ทิ้งบ้านเมืองเป็นที่ร้างว่างเปล่าอยู่ทั่วไป
ถ้าใช้กำลังออกติดตามไล่ต้อนผู้คนให้กลับ ก็คงยิ่งตื่นเต้น
หรือมิฉะนั้นก็อาจต้องสู้ต้องฆ่าฟันกัน
ที่ตั้งตนในท้องถิ่นเป็นเจ้าเมืองร้างให้เที่ยวเกลี้ยกล่อมพาผู้คนมาเป็นพลเมืองไม่ต้องใช้อำนาจ
อาจทำได้ด้วยยินดีด้วยกัน ทุกฝ่ายก็สำเร็จประโยชน์ความมุ่งหมาย
เจ้าเมืองไหนเกลี้ยกล่อมคนมาได้มาก
ก็ได้ทรัพย์เศษส่วนและได้ผู้คนสำหรับอาศัยใช้สอยมากขึ้น
ก็เติมใจขวนขวายตั้งบ้านเมือง ฝ่ายราษฎรที่เที่ยวหลบหนีเดือดร้อนลำบากอยู่
เมื่อรู้ว่าบ้านเมืองกลับเรียบร้อยอย่างเดิมก็ยินดีที่จะกลับมา
.."
วิธีการตั้งเมืองในเขตมณฑลอุดร
และอีสานที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวได้ดังที่ได้ยกมาอ้างครั้งนี้
นับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นจริงมากที่สุด
แม้ในการตั้งเมืองอุบลราชธานีก็เช่นกัน ดังที่พอจะวิเคราะห์ได้ว่า "
เดิมพื้นที่มณฑลลาวกาว นี้เมื่อก่อนจุลศักราชได้ 1000 ปี ก็เป็นทำเลป่าดง
ซึ่งเป็นที่อาศัยของพวกคนป่า อันสืบเชื้อสายมาแต่ขอม ต่อมาเรียกกันว่าพวกข่า
ส่วย กวย ซึ่งมีอยู่ในฝั่งโขงตะวันออกบัดนี้
ประกอบกับในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ได้เกิดจราจลและแย่งชิงราชสมบัติที่กรุงเวียงจันทน์
ราษฏรบางส่วนจึงอพยพหลบนี้หนีภัยข้ามลำน้ำโขงมาทางฝั่งตะวันตก
แยกย้ายกันตั้งถิ่นฐานอยู่ตามพื้นที่ที่เห็นว่ามีความอุดมสมบูรณ์
ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียงในปัจจุบัน
ตลอดแนวลำน้ำโขงจนถึงเมืองนครจำปาศักดิ์
บุคคลที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับนับถือจากคนส่วนใหญ่
ก็จะได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้า
ทั้งนี้นอกจากทำหน้าที่คุ้มครองดูแลกลุ่มของตนให้อยู่เย็นเป็นสุขแล้ว
ก็เพื่อป้องกันภัยรุกรานจากเวียงจันทน์ด้วย
กลุ่มชนที่อาศัยในบริเวณอันเป็นพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียงในปัจจุบัน
ก็คงประกอบด้วยพวก ข่า ส่วย กวย
และลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ดังที่กล่าวมาแล้ว
ประวัติการมาตั้งเมืองอุบลราชธานี มียืดยาวเป็นใบลาน คำกลอนก็มี
เป็นเรื่องรบราฆ่าฟันกันตลอดจนชื่อคนที่ประกอบก็มีจำนวนมาก
จำเป็นต้องเขียนโดยสังเขป โดยจะนำหลักฐานจากตำราและหนังสือต่าง ๆ
ที่พอจะค้นคว้ารวบรวมสรุปได้ดังต่อไปนี้
เหตุการณ์สำคัญที่ก่อให้เกิดตั้งเมืองอุบลราชธานีในโอกาสต่อมานั้น
เริ่มเมื่อ พ.ศ. 2310 ขณะที่กรุงศรีอยุธยากำลังเสียแก่พม่าข้าศึกนั้น
กรุงเวียงจันทน์ (กรุงศรีสัตนาคนหุต) และกรุงกัมพูชาต่างก็เกิดการวุ่นวายภายใน
ทั้งนี้ก็เพราะกรุงเวียงจันทน์ เกิดแย่งชิงสมบัติกัน
ทั้งนี้เพราะพระองค์หล่อผู้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต ถึงแก่พิราลัย
โดยไม่มีโอรสสืบราชสมบัติ พระวอ พระตา
และแสนท้าวพระยา จึงพร้อมใจกันอัญเชิญราชกุมาร ที่สิบเชื้อสายจาก
เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตองค์ก่อน( เจ้าองค์บุญ
หรือพระเจ้ามหาบุญไชยเชษฐาธิราช ) เป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต
ทรงพระนามว่า " พระเจ้าสิริบุญสาร " ต่อมาไม่นานพระเจ้าสิริบุญสาร
ก็ทรงแต่งตั้งพระอนุชาเป็นมหาอุปราช ส่วนพระวอ พระตา
นั้นทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดี และให้มีบรรดาศักดิ์เป็น "พระ" พระวอ
พระตาผิดหวังที่ไม่ได้เป็นที่พระมหาอุปราช ประกอบกับมีเหตุผลอื่นอีกหลายประการ
จึงพาพรรคพวกไพร่พล ราษฎรและผู้ร่วมใจ เช่น หลวงโภชนัย
ท้าวน่วม ท้าวคำสิงห์ และท้าวคำสู เป็นต้น
อพยพตามลำน้ำโขงลงมาฝั่งตะวันตก ตั้งเมืองขึ้นใหม่ที่บ้านหินโงมหนองบัวลุ่มภู
( จังหวัดหนองบัวลำภู ปัจจุบัน
) แล้วเรียกชื่อเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ว่า "เมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน"
ตามข้อมูลเปรียบเทียบ เมืองหนองบัวลำภู
คงไม่ใช่เมืองที่พระวอพระตาสร้างขึ้นใหม่เลยที่เดียว
หากแต่เป็นเมืองที่มีเจ้าปกครองมาก่อนแล้ว ดังที่ปรากฎในพงศาวดารเมืองนครจำปาศักดิ์ ที่กล่าวถึงว่าในปี
ค.ศ.1003 (พ.ศ.2184) เจ้าปางคำ
ผู้ปกครองเมืองหนองบัวลำภูได้พาพรรคพวกไพร่พลเดินทางไปเที่ยว โพน แซก คล้อง
ช้าง จนถึงเขตแดนเมืองนครจำปาศักดิ์
และที่พระวอพระตาเลือกเมืองหนองบัวลำภูเป็นที่อยู่อาศัยสร้างค่ายประตูหอรบเพื่อที่จะป้องกันการรุกรานของพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต
ก็คงเป็นเพราะเห็นว่าเมืองหนองบัวลำภูมีค่ายประตูหอรบที่แข็งแรงอยู่แล้ว
ปรับปรุงได้ง่ายนั่นเอง
เมื่อพระเจ้าสิริบุญสารทราบเหตุ จึงให้แสนท้าวพระยามาห้าม แต่พระวอ
พระตาก็ไม่ยอมรับฟัง พระเจ้าสิริบุญสารจึงให้ยกกำลังกองทัพมาตีพระวอพระตา
ทั้งสองฝ่ายสู้กันเป็นเวลาสามปี ไม่สามารถเอาชนะกันได้
พระเจ้าสิริบุญสารมิได้นิ่งนอนพระทัย
จึงได้แต่งคนออกไปขอกองทัพพม่ามาสมทบกับกำลังของนครเวียงจันทน์ยกมาตีนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน
แล้วรบกับพระวอพระตา เนื่องจากมีกำลังน้อยกว่า
พระวอพระตาจึงไม่สามารถต้านทานกองทัพของกรุงเวียงจันทน์และพม่าได้
จึงพ่ายแพ้ในที่สุด พระตาถูกปืนตายในที่รบ เมื่อสิ้นบุญพระตาผู้พี่แล้ว พระวอและลูก
หลานอันประกอบด้วยท้าวฝ่ายหน้า ท้าวคำผง ท้าวทิดพรหม ผู้เป็นบุตรพระตา
และท้าวก่ำ บุตรพระวอซึ่งพาครอบครัวไพร่พลอพยพลงมาทางใต้
เมื่ออพยพมาถึงบ้านสิงห์โคกสิงห์ท่า (
อำเภอเมืองยโสธรปัจจุบันนี้ )
ท้าวคำสิงห์กับท้าวคำสูขอตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นี่ หลวงโภชนัย
ขอแยกไปอยู่บ้านศรีลำดวน ( เมืองศรีสะเกษปัจจุบัน
) ท้าวนามขอกลับไปอยู่บ้านบึงโดน (
อำเภอเสลภูมิร้อยเอ็ดปัจจุบัน )
ส่วนพระวอจึงอพยพต่อไปขอพึ่งเจ้าไชยกุมารหรือพระเจ้าองค์หลวงผู้ครองนครจำปาศักดิ์
และได้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านดู่บ้านแก ตำบลเวียงดอนกอง (
อยู่ในเขตอำเภอโพนทองตรงข้ามปากเซของลาว )
ต่อมาไม่นาน คือปี พ.ศ.2314 (จ.ศ. 1133 ปีเถาะ ตรีศก) พระเจ้าสิริบุญสารทราบว่า
พระวอพาพรรคพวกไพร่พลมาตั้งอยู่แขวงเมืองนครจำปาศักดิ์ จึงแต่งให้อัครฮาด
คุมกองทัพลงมาตีพระวออีก แต่เมื่อเจ้าองค์หลวง (ไชยกุมาร)
ทราบเหตุก็แต่งให้พระยาพลเชียงสา ยกกำลังกองทัพเมืองนครจำปาศักดิ์ไปต้านทานไว้
และมีศุภอักษรถึงพระเจ้าสิริบุญสารเพื่อของโทษพระวอ พระเจ้าสิริบุญสารก็มีศุภอักษรตอบกลับมาว่า
"
.พระวอเป็นคนอกตัญญูจะเลี้ยงไว้ก็คงไม่มีความเจริญ
แต่เมื่อเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์ได้มาขอโทษไว้ดังนี้แล้ว ก็จะยกให้
มิให้เสียไมตรี
." และพร้อมกันนั้น ก็ให้อัครฮาด นำกำลังกองทัพกลับ
ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าองค์หลวง
(ไชยกุมาร)และพระวอเป็นไปด้วยดีได้ไม่นานนักก็เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก กล่าวคือในปลายปี พ.ศ.2314 พระเจ้าองค์หลวงดำริจะสร้างเมืองใหม่ที่ตำบลศรีสุมัง
ห่างจากที่ตั้งเมืองเดิม ประมาณ20 เส้น พระวอรับอาสาสร้างกำแพงเมืองถวาย
ส่วนพระมโนสาราช และพระศรีอัครฮาดเมืองโขง รับจะเป็นผู้สร้างหอคำถวาย
เมื่อสร้างเสร็จใน พ.ศ.2315 ครั้งอยู่มาวันหนึ่ง
พระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารออกว่าราชการในหอราชสิงหาร พร้อมด้วยแสนท้ายพระยา
ประชุมกันอยู่เป็นจำนวนมาก พระวอจึงกราบทูลถามพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร
พระเจ้าองค์หลวง ก็ได้ตรัสว่า กำแพงพื้นก็ดีด้วย
เป็นที่กำบังสำหรับป้องกันศัตรูซึ่งจะมาทำร้าย
แต่หอคำนั้นจะดีกว่าสักหน่อยด้วยเป็นที่ได้อาศัยนั่งนอนมีความสุขสำราญมาก
เมื่อพระวอได้ฟังดังนั้นก็เกิดความอัปยศ และโทมนัสยิ่งนัก คิดเอาใจออกห่าง
พาครอบครัวไพร่พลอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่ดอนมดแดง(
บ้านดอนมดแดงอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองอุบลราชธานีห่างจากบ้านดู่บ้านแกประมาณ
100 กิโลเมตร ) พร้อมทั้งแต่งเครื่องราชบรรณาการไปยังเมืองนครราชสีมา
เพื่อขอเป็นขอบขัณฑสีมาของกรุงธนบุรี(
ประมาณ พ.ศ.2318 2319
แต่ยังมิได้เรียกว่าเมืองอุบล )
ครั้นถึง พ.ศ.2319
พระเจ้าสิริบุญสารทรงทราบว่าพระวอทะเลาะวิวาทกับพระเจ้าองค์หลวง
แล้วอพยพครอบครัวไพร่พลมาตั้งอยู่ที่ดอนมดแดง
จึงแต่งให้พระยาสุโพคมกองทัพมาตีพระวออีกครั้งหนึ่ง
พระวอเห็นที่จะสู้ไม่ได้จึงพาครอบครัวไพร่พลอพยพกลับไปอยู่เวียงดอนกองเช่นเดิม
พร้อมกับขอกำลังกองทัพจากพระเจ้าองค์หลวง มาช่วย
แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือกองทัพเวียงจันทน์จึงเอาชนะพระวอได้
พระวอถูกจับได้และถูกประหารชีวิตที่บ้านลักเมืองสมอเลียบ
เมืองดอนกอง( ริมฝั่งโขงแขวงเมืองจำปาศักดิ์
)นั้นเอง ส่วนท้าวก่ำบุตรพระวอและท้าวฝ่ายหน้า ท้าวคำผง ท้าวทิดพรหม
บุตรพระตา
จึงรวมกันคุมพลพรรคแทนโดยมีท้าวคำผงเป็นหัวหน้าอยู่ที่เวียงดอนกอง
หรือที่เรียกว่าบ้านดู่บ้านแกขึ้นตรงต่อเมืองนครจำปาศักดิ์
ท้าวคำผงได้กับหลานสาวของเจ้าไชยกุมาร ( คือนางตุ่ย บุตรีเจ้าธรรมเทโว
อุปฮาดเมืองนครจำปาศักดิ์ ผู้เป็นอนุชาของพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร)
จึงมีศักดิ์เป็นหลานเขยของพระเจ้าองค์หลวง
ในปี พ.ศ.2321 พระเจ้ากรุงธนบุรี
โปรดเกล้าให้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เมื่อครั้งยังเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
เป็นแม่ทัพยกไปทางบกสมทบกับกองกำลังที่เกณฑ์ได้จากเมืองสุรินทร์ ขุขันธ์ สังฆะ
และโปรดเกล้าให้กรมพระยาราชวังบวรสถานมงคลมหาสรสิงหนาท
เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ เป็นแม่ทัพยกไปทางกรุงกัมพูชา
เกณฑ์ไพร่พลชาวกัมพูชาต่อเรือรบต่อเรือรบยกไปตามลำน้ำโขง เพื่อ
ปราบปรามทัพพระยาสุโพที่เวียงดอนกอง แขวงนครจำปาศักดิ์
แต่เมืองพระยาสุโพทราบข่าวเห็นว่าคงไม่สามารถสู้ได้
ก็ยกกองทัพกลับกรุงศรีสัตนาคนหุต
เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์
ยกกองกำลังกองทัพถึงเมืองนครจำปาศักดิ์ พระเจ้าองค์หลวง
เห็นว่าคงไม่สามารถต้านทานได้จึงอพยพครอบครัวไพร่พลหนีไปอยู่เกาะไชย
กองทัพไทยก็ตีได้เมือง นครพนม หนองคาย และเวียงจันทน์
พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดเกล้าให้พระยาเจ้าองค์หลวงไชยกุมารกลับเมืองจำปาศักดิ์ตามเดิมในฐานะประเทศราชของไทย
เมืองนครจำปาศักดิ์จัดเป็นประเทศราชของไทยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
และโปรดเกล้า ให้ท้าวคำผงเป็นพระประทุมสุรราช
ควบคุมไพร่พลตั้งเป็นกองอยู่ที่ หรือที่เรียกว่าบ้านดู่ บ้านแก
ดังเดิม ทั้งนี้เพราะท้าวคำผงมีครอบครัวไพร่พลในสังกัดมาก
ประกอบกับมีส่วนเกี่ยวดองกับพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารในฐานะที่เป็นเขย
เนื่องจากได้สมรสกับธิดาอุปราชธรรมเทโว(นัยว่ามีบุตร
9 คนเป็นชาย 4 หญิง
5 บุตรชายคนหนึ่งชื่อกุทอง (
พระพรหมราชวงศา ) เป็นต้นสกุลสุวรรณกูฎ)
เมื่อ พ.ศ.
2322 เกิดการจราจลที่ประเทศเขมร
พระปทุมสุรราช ( คำผง )
และพรรคพวกได้เป็นกำลังช่วยสม
เด็จพระยามหากษัตริย์ศึกปราบการจราจลครั้งนี้ด้วย