คลิก เพื่อชมภาพใหญ่

ประวัติเมืองอุบลราชธานีนั้น กระจัดกระจายอยู่ในหนังสือหลายเล่มที่พิมพ์ขึ้น โดยเป็นคำบอกกล่าวต่อๆ กันบ้าง ดัดบอกมาบ้าง ข้อความ พ.ศ. จึงขัดแย้งกัน ไม่เป็นอันยุติได้ว่าเล่มใดถูกต้องที่สุด ดังนั้น ผู้รวบรวมจึงได้พยายามทำการเปรียบเทียบข้อมูลจากทุกแหล่ง เพื่อให้ตัวเลข ปี และข้อมูลพ้องกันมากที่สุด หากท่านผู้ใดมีหลักฐานอย่างไร ก็คงจะได้แก้ไขให้ถูกต้องยิ่งขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่อนุชนต่อไป

พื้นที่อันเป็นที่ตั้งของจังหวัดอุบลราชธานี ในปัจจุบันตามแผนที่ของกรมแผนที่ทหารบกไทย พิมพ์ไว้เมื่อประมาณ 40 กว่าปีมาแล้ว มีความว่า พื้นที่นี้อยู่ในอาณาจักรขอมมาถึง 842 ปี ลักษณะเป็นแคว้น และมีคนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว คงจะเป็นพวกขอมละว้าหรือไทยโบราณ

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงกล่าวถึงวิธีการตั้งเมืองในเขตมณฑลอุดรและอีสานในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นไว้อย่างชัดเจนว่า "……………วิธีการตั้งเมืองต่างๆ ในมณฑลอุดรและอีสานเมื่อรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 3 เป็นรัฎฐาภิบาลโนบายอย่างประเสริฐ เพราะเป็นเวลาที่ผู้คนแตกฉานซ่านเซ็นหนีภัยรวบรวมกันตั้งบ้านเรือนอยู่ที่อื่นบ้าง เที่ยวซุกซ่อนอยู่ในป่าบ้าง ทิ้งบ้านเมืองเป็นที่ร้างว่างเปล่าอยู่ทั่วไป ถ้าใช้กำลังออกติดตามไล่ต้อนผู้คนให้กลับ ก็คงยิ่งตื่นเต้น หรือมิฉะนั้นก็อาจต้องสู้ต้องฆ่าฟันกัน ที่ตั้งตนในท้องถิ่นเป็นเจ้าเมืองร้างให้เที่ยวเกลี้ยกล่อมพาผู้คนมาเป็นพลเมืองไม่ต้องใช้อำนาจ อาจทำได้ด้วยยินดีด้วยกัน ทุกฝ่ายก็สำเร็จประโยชน์ความมุ่งหมาย เจ้าเมืองไหนเกลี้ยกล่อมคนมาได้มาก ก็ได้ทรัพย์เศษส่วนและได้ผู้คนสำหรับอาศัยใช้สอยมากขึ้น ก็เติมใจขวนขวายตั้งบ้านเมือง ฝ่ายราษฎรที่เที่ยวหลบหนีเดือดร้อนลำบากอยู่ เมื่อรู้ว่าบ้านเมืองกลับเรียบร้อยอย่างเดิมก็ยินดีที่จะกลับมา….."

วิธีการตั้งเมืองในเขตมณฑลอุดร และอีสานที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวได้ดังที่ได้ยกมาอ้างครั้งนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นจริงมากที่สุด แม้ในการตั้งเมืองอุบลราชธานีก็เช่นกัน ดังที่พอจะวิเคราะห์ได้ว่า "…… เดิมพื้นที่มณฑลลาวกาว นี้เมื่อก่อนจุลศักราชได้ 1000 ปี ก็เป็นทำเลป่าดง ซึ่งเป็นที่อาศัยของพวกคนป่า อันสืบเชื้อสายมาแต่ขอม ต่อมาเรียกกันว่าพวกข่า ส่วย กวย ซึ่งมีอยู่ในฝั่งโขงตะวันออกบัดนี้

ประกอบกับในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ได้เกิดจราจลและแย่งชิงราชสมบัติที่กรุงเวียงจันทน์ ราษฏรบางส่วนจึงอพยพหลบนี้หนีภัยข้ามลำน้ำโขงมาทางฝั่งตะวันตก แยกย้ายกันตั้งถิ่นฐานอยู่ตามพื้นที่ที่เห็นว่ามีความอุดมสมบูรณ์ ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียงในปัจจุบัน ตลอดแนวลำน้ำโขงจนถึงเมืองนครจำปาศักดิ์ บุคคลที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับนับถือจากคนส่วนใหญ่ ก็จะได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้า ทั้งนี้นอกจากทำหน้าที่คุ้มครองดูแลกลุ่มของตนให้อยู่เย็นเป็นสุขแล้ว ก็เพื่อป้องกันภัยรุกรานจากเวียงจันทน์ด้วย

กลุ่มชนที่อาศัยในบริเวณอันเป็นพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียงในปัจจุบัน ก็คงประกอบด้วยพวก ข่า ส่วย กวย และลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ดังที่กล่าวมาแล้ว

ประวัติการมาตั้งเมืองอุบลราชธานี มียืดยาวเป็นใบลาน คำกลอนก็มี เป็นเรื่องรบราฆ่าฟันกันตลอดจนชื่อคนที่ประกอบก็มีจำนวนมาก จำเป็นต้องเขียนโดยสังเขป โดยจะนำหลักฐานจากตำราและหนังสือต่าง ๆ ที่พอจะค้นคว้ารวบรวมสรุปได้ดังต่อไปนี้

เหตุการณ์สำคัญที่ก่อให้เกิดตั้งเมืองอุบลราชธานีในโอกาสต่อมานั้น เริ่มเมื่อ พ.ศ. 2310 ขณะที่กรุงศรีอยุธยากำลังเสียแก่พม่าข้าศึกนั้น กรุงเวียงจันทน์ (กรุงศรีสัตนาคนหุต) และกรุงกัมพูชาต่างก็เกิดการวุ่นวายภายใน ทั้งนี้ก็เพราะกรุงเวียงจันทน์ เกิดแย่งชิงสมบัติกัน ทั้งนี้เพราะพระองค์หล่อผู้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต ถึงแก่พิราลัย โดยไม่มีโอรสสืบราชสมบัติ พระวอ พระตา และแสนท้าวพระยา จึงพร้อมใจกันอัญเชิญราชกุมาร ที่สิบเชื้อสายจาก เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตองค์ก่อน( เจ้าองค์บุญ หรือพระเจ้ามหาบุญไชยเชษฐาธิราช ) เป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต ทรงพระนามว่า " พระเจ้าสิริบุญสาร " ต่อมาไม่นานพระเจ้าสิริบุญสาร ก็ทรงแต่งตั้งพระอนุชาเป็นมหาอุปราช ส่วนพระวอ พระตา นั้นทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดี และให้มีบรรดาศักดิ์เป็น "พระ" พระวอ พระตาผิดหวังที่ไม่ได้เป็นที่พระมหาอุปราช ประกอบกับมีเหตุผลอื่นอีกหลายประการ จึงพาพรรคพวกไพร่พล ราษฎรและผู้ร่วมใจ เช่น หลวงโภชนัย ท้าวน่วม ท้าวคำสิงห์ และท้าวคำสู เป็นต้น อพยพตามลำน้ำโขงลงมาฝั่งตะวันตก ตั้งเมืองขึ้นใหม่ที่บ้านหินโงมหนองบัวลุ่มภู ( จังหวัดหนองบัวลำภู ปัจจุบัน ) แล้วเรียกชื่อเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ว่า "เมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน"

ตามข้อมูลเปรียบเทียบ เมืองหนองบัวลำภู คงไม่ใช่เมืองที่พระวอพระตาสร้างขึ้นใหม่เลยที่เดียว หากแต่เป็นเมืองที่มีเจ้าปกครองมาก่อนแล้ว ดังที่ปรากฎในพงศาวดารเมืองนครจำปาศักดิ์ ที่กล่าวถึงว่าในปี ค.ศ.1003 (พ.ศ.2184) เจ้าปางคำ ผู้ปกครองเมืองหนองบัวลำภูได้พาพรรคพวกไพร่พลเดินทางไปเที่ยว โพน แซก คล้อง ช้าง จนถึงเขตแดนเมืองนครจำปาศักดิ์ และที่พระวอพระตาเลือกเมืองหนองบัวลำภูเป็นที่อยู่อาศัยสร้างค่ายประตูหอรบเพื่อที่จะป้องกันการรุกรานของพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็คงเป็นเพราะเห็นว่าเมืองหนองบัวลำภูมีค่ายประตูหอรบที่แข็งแรงอยู่แล้ว ปรับปรุงได้ง่ายนั่นเอง

เมื่อพระเจ้าสิริบุญสารทราบเหตุ จึงให้แสนท้าวพระยามาห้าม แต่พระวอ พระตาก็ไม่ยอมรับฟัง พระเจ้าสิริบุญสารจึงให้ยกกำลังกองทัพมาตีพระวอพระตา ทั้งสองฝ่ายสู้กันเป็นเวลาสามปี ไม่สามารถเอาชนะกันได้ พระเจ้าสิริบุญสารมิได้นิ่งนอนพระทัย จึงได้แต่งคนออกไปขอกองทัพพม่ามาสมทบกับกำลังของนครเวียงจันทน์ยกมาตีนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน แล้วรบกับพระวอพระตา เนื่องจากมีกำลังน้อยกว่า พระวอพระตาจึงไม่สามารถต้านทานกองทัพของกรุงเวียงจันทน์และพม่าได้ จึงพ่ายแพ้ในที่สุด พระตาถูกปืนตายในที่รบ เมื่อสิ้นบุญพระตาผู้พี่แล้ว พระวอและลูก หลานอันประกอบด้วยท้าวฝ่ายหน้า ท้าวคำผง ท้าวทิดพรหม ผู้เป็นบุตรพระตา และท้าวก่ำ บุตรพระวอซึ่งพาครอบครัวไพร่พลอพยพลงมาทางใต้ เมื่ออพยพมาถึงบ้านสิงห์โคกสิงห์ท่า ( อำเภอเมืองยโสธรปัจจุบันนี้ ) ท้าวคำสิงห์กับท้าวคำสูขอตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นี่ หลวงโภชนัย ขอแยกไปอยู่บ้านศรีลำดวน ( เมืองศรีสะเกษปัจจุบัน ) ท้าวนามขอกลับไปอยู่บ้านบึงโดน ( อำเภอเสลภูมิร้อยเอ็ดปัจจุบัน )

ส่วนพระวอจึงอพยพต่อไปขอพึ่งเจ้าไชยกุมารหรือพระเจ้าองค์หลวงผู้ครองนครจำปาศักดิ์ และได้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านดู่บ้านแก ตำบลเวียงดอนกอง ( อยู่ในเขตอำเภอโพนทองตรงข้ามปากเซของลาว )

ต่อมาไม่นาน คือปี พ.ศ.2314 (จ.ศ. 1133 ปีเถาะ ตรีศก) พระเจ้าสิริบุญสารทราบว่า พระวอพาพรรคพวกไพร่พลมาตั้งอยู่แขวงเมืองนครจำปาศักดิ์ จึงแต่งให้อัครฮาด คุมกองทัพลงมาตีพระวออีก แต่เมื่อเจ้าองค์หลวง (ไชยกุมาร) ทราบเหตุก็แต่งให้พระยาพลเชียงสา ยกกำลังกองทัพเมืองนครจำปาศักดิ์ไปต้านทานไว้ และมีศุภอักษรถึงพระเจ้าสิริบุญสารเพื่อของโทษพระวอ พระเจ้าสิริบุญสารก็มีศุภอักษรตอบกลับมาว่า "….พระวอเป็นคนอกตัญญูจะเลี้ยงไว้ก็คงไม่มีความเจริญ แต่เมื่อเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์ได้มาขอโทษไว้ดังนี้แล้ว ก็จะยกให้ มิให้เสียไมตรี……." และพร้อมกันนั้น ก็ให้อัครฮาด นำกำลังกองทัพกลับ

ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าองค์หลวง (ไชยกุมาร)และพระวอเป็นไปด้วยดีได้ไม่นานนักก็เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก กล่าวคือในปลายปี พ.ศ.2314 พระเจ้าองค์หลวงดำริจะสร้างเมืองใหม่ที่ตำบลศรีสุมัง ห่างจากที่ตั้งเมืองเดิม ประมาณ20 เส้น พระวอรับอาสาสร้างกำแพงเมืองถวาย ส่วนพระมโนสาราช และพระศรีอัครฮาดเมืองโขง รับจะเป็นผู้สร้างหอคำถวาย เมื่อสร้างเสร็จใน พ.ศ.2315 ครั้งอยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารออกว่าราชการในหอราชสิงหาร พร้อมด้วยแสนท้ายพระยา ประชุมกันอยู่เป็นจำนวนมาก พระวอจึงกราบทูลถามพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร พระเจ้าองค์หลวง ก็ได้ตรัสว่า กำแพงพื้นก็ดีด้วย เป็นที่กำบังสำหรับป้องกันศัตรูซึ่งจะมาทำร้าย แต่หอคำนั้นจะดีกว่าสักหน่อยด้วยเป็นที่ได้อาศัยนั่งนอนมีความสุขสำราญมาก เมื่อพระวอได้ฟังดังนั้นก็เกิดความอัปยศ และโทมนัสยิ่งนัก คิดเอาใจออกห่าง พาครอบครัวไพร่พลอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่ดอนมดแดง( บ้านดอนมดแดงอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองอุบลราชธานีห่างจากบ้านดู่บ้านแกประมาณ 100 กิโลเมตร ) พร้อมทั้งแต่งเครื่องราชบรรณาการไปยังเมืองนครราชสีมา เพื่อขอเป็นขอบขัณฑสีมาของกรุงธนบุรี( ประมาณ พ.ศ.2318 – 2319 แต่ยังมิได้เรียกว่าเมืองอุบล )

ครั้นถึง พ.ศ.2319 พระเจ้าสิริบุญสารทรงทราบว่าพระวอทะเลาะวิวาทกับพระเจ้าองค์หลวง แล้วอพยพครอบครัวไพร่พลมาตั้งอยู่ที่ดอนมดแดง จึงแต่งให้พระยาสุโพคมกองทัพมาตีพระวออีกครั้งหนึ่ง พระวอเห็นที่จะสู้ไม่ได้จึงพาครอบครัวไพร่พลอพยพกลับไปอยู่เวียงดอนกองเช่นเดิม พร้อมกับขอกำลังกองทัพจากพระเจ้าองค์หลวง มาช่วย แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือกองทัพเวียงจันทน์จึงเอาชนะพระวอได้ พระวอถูกจับได้และถูกประหารชีวิตที่บ้านลักเมืองสมอเลียบ เมืองดอนกอง( ริมฝั่งโขงแขวงเมืองจำปาศักดิ์ )นั้นเอง ส่วนท้าวก่ำบุตรพระวอและท้าวฝ่ายหน้า ท้าวคำผง ท้าวทิดพรหม บุตรพระตา จึงรวมกันคุมพลพรรคแทนโดยมีท้าวคำผงเป็นหัวหน้าอยู่ที่เวียงดอนกอง หรือที่เรียกว่าบ้านดู่บ้านแกขึ้นตรงต่อเมืองนครจำปาศักดิ์ ท้าวคำผงได้กับหลานสาวของเจ้าไชยกุมาร ( คือนางตุ่ย บุตรีเจ้าธรรมเทโว อุปฮาดเมืองนครจำปาศักดิ์ ผู้เป็นอนุชาของพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร) จึงมีศักดิ์เป็นหลานเขยของพระเจ้าองค์หลวง

ในปี พ.ศ.2321 พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าให้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งยังเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เป็นแม่ทัพยกไปทางบกสมทบกับกองกำลังที่เกณฑ์ได้จากเมืองสุรินทร์ ขุขันธ์ สังฆะ และโปรดเกล้าให้กรมพระยาราชวังบวรสถานมงคลมหาสรสิงหนาท เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ เป็นแม่ทัพยกไปทางกรุงกัมพูชา เกณฑ์ไพร่พลชาวกัมพูชาต่อเรือรบต่อเรือรบยกไปตามลำน้ำโขง เพื่อ ปราบปรามทัพพระยาสุโพที่เวียงดอนกอง แขวงนครจำปาศักดิ์ แต่เมืองพระยาสุโพทราบข่าวเห็นว่าคงไม่สามารถสู้ได้ ก็ยกกองทัพกลับกรุงศรีสัตนาคนหุต

เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์ ยกกองกำลังกองทัพถึงเมืองนครจำปาศักดิ์ พระเจ้าองค์หลวง เห็นว่าคงไม่สามารถต้านทานได้จึงอพยพครอบครัวไพร่พลหนีไปอยู่เกาะไชย กองทัพไทยก็ตีได้เมือง นครพนม หนองคาย และเวียงจันทน์ พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดเกล้าให้พระยาเจ้าองค์หลวงไชยกุมารกลับเมืองจำปาศักดิ์ตามเดิมในฐานะประเทศราชของไทย เมืองนครจำปาศักดิ์จัดเป็นประเทศราชของไทยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และโปรดเกล้า ให้ท้าวคำผงเป็นพระประทุมสุรราช ควบคุมไพร่พลตั้งเป็นกองอยู่ที่ หรือที่เรียกว่าบ้านดู่ บ้านแก ดังเดิม ทั้งนี้เพราะท้าวคำผงมีครอบครัวไพร่พลในสังกัดมาก ประกอบกับมีส่วนเกี่ยวดองกับพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารในฐานะที่เป็นเขย เนื่องจากได้สมรสกับธิดาอุปราชธรรมเทโว(นัยว่ามีบุตร 9 คนเป็นชาย 4 หญิง 5 บุตรชายคนหนึ่งชื่อกุทอง ( พระพรหมราชวงศา ) เป็นต้นสกุลสุวรรณกูฎ)

เมื่อ พ.ศ. 2322 เกิดการจราจลที่ประเทศเขมร พระปทุมสุรราช ( คำผง ) และพรรคพวกได้เป็นกำลังช่วยสมคลิก เพื่อชมภาพใหญ่เด็จพระยามหากษัตริย์ศึกปราบการจราจลครั้งนี้ด้วย จากนั้น พระปทุมสุรราช ท้าวทิดพรหม ท้าวก่ำ จึงขอพระราชทานย้ายจากบ้านดู่บ้านแก ไปอยู่ที่ห้วยแจระแมหรือบ้านท่าบ่อ และได้ตรวจพบทำเลภูมิประเทศอันเหมาะสมห่างจากที่เดิมประมาณ 100 เส้นเศษ เรียกว่า ดงอู่ผึ้ง จึงอพยพพี่น้องไพร่พลมาอยู่สร้างเมืองเป็นการถาวร เมื่อปีกุน พ.ศ. 2322 ครั้นเมื่อลงหลักสร้างคูเมืองเรียบร้อยแล้วได้มีหนังสือกราบบังคมทูลขอขึ้นอยู่ในขอบขัณฑสีมาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีเชิญท้องตราพระราชสีห์มาพระราชทานตั้งเมืองให้เมื่อปีชวด พ.ศ.2323( ก่อนกรุงเทพ ฯ 2 ปี )

ต่อมาสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกได้เถลิงถวัลราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระนามว่าพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นช่วงที่บ้านเมืองค่อนข้างสงบ ก็ทรงมีนโยบายที่จะจัดตั้งเมืองให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการรวบรวมไพร่พลให้เป็นปึกแผ่นเพื่อความสงบสุขของชาติบ้านเมือง ดังนี้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า "…….รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ให้เจ้าหังเที่ยวเกลี้ยกล่อมหาผู้คนมาเป็นพลเมืองโดยไม่ต้องใช้อำนาจ อาจทำได้ด้วยยินดีด้วยกันทุกฝ่ายก็สำเร็จประโยชน์ ถึงความมุ่งหมายเจ้าเมืองไหนเกลี้ยกล่อมคนมาได้มากก็ได้ทรัพย์เศษส่วน และได้ผู้คนสำหรับอาศัยให้สอยมากขึ้นก็เต็มใจขวนขวายตั้งบ้านเรือนฝ่ายราษฎรที่เดือดร้อนลำบาก เมื่อรู้ว่าบ้านเมืองกลับเรียบร้อยอย่างเดิม ก็ยินดีจะกลับมา….."

ฉะนั้นคงเป็นเพราะเพื่อสนองตอบพระบรมราโชบายในการตั้งเมืองดังกล่าวมาแล้วและเพื่อความอุดมสมบูรณ์ในการประกอบอาชีพของไพล่บ้านเมือง ในปี พ.ศ. 2329 พระประทุมจึงย้ายครอบครัวไพร่พลมาตั้งอยู่ ณ ตำบล ห้วยแจระแม คือตำบลที่ตั้งอยู่ทางเหนือเมืองอุบลเดี๋ยวนี้

พระประทุมสุรราช (ท้าวคำผง) ได้พาพรรคพวกไพร่พลตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยแจระแมด้วยความปกติสุขเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่ง พ.ศ.2334 เกิดกบฎอ้ายเชียงแก้ว อยู่บ้านเขาโอง แขวงเมืองสีทันดอน ( ห่างนครจำปาศักดิ์ลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 130 กิโลเมตร ) ตามลำน้ำโขง อ้ายเชียงแก้วเป็นกบฎโดยอ้างตนเองเป็นผู้วิเศษ มีคนนับถือมากยกพวกพาพรรคพวกไพร่พลเข้ายึดเมืองนครจำปาศักดิ์ พระเจ้าไชยกุมาร เจ้าเมืองซึ่งกำลังป่วยอยู่ก็มีอาการทรุดหนัก และถึงแก่พิราลัย อ้ายเชียงแก้วจึงยึดนครจำปาศักดิ์ไว้ได้ เมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอิน) เมื่อครั้งเป็นพระพรหมภักดียกบัตรเมืองนครราชสีมา ยกกองทัพเมืองนครราชสีมามาปราบกบฏอ้ายเชียงแก้ว อย่างไรก็ดี ขณะที่กองทัพนครราชสีมายกมาไม่ถึงนั้นพระปทุมสุรราช (ท้าวคำผง) ที่ตั้งอยู่ที่ตำบลแจระแม และท้าวฝ่ายหน้าผู้น้อยที่ตั้งอยู่บ้านสิงห์ท่า (อยู่ใน ต.เมืองยโสธรในปัจจุบัน)ได้ยกกำลังไปรบอ้ายเชียงแก้วก่อน ทั้งสองฝ่ายได้สู้รบกันที่บริเวณแก่งตะนะ (อยู่ในอำเภอโขงเจียมในปัจจุบัน) กองกำลังอ้ายเชียงแก้วแตกพ่ายไป อ้ายเชียงแก้วถูกจับได้และถูกประหารชีวิต เมื่อกองทัพนครราชสีมายกมาถึงเมืองนครจำปาศักดิ์ เหตุการณ์ก็สงบเรียบร้อยแล้ว จึงยกกองทัพไปตีพวก ข่า "ชาติกระเสงสวางจะรายระแดร์" ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำโขง จับพวก ข่า เป็นเชลยได้จำนวนมาก

จากความดีความชอบในการปราบปรามกบฏอ้ายเชียงแก้วนี่เอง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ท้าวฝ่ายหน้าเป็นพระวิไชยราชขัตติยวงศา ครองเมืองนครจำปาศักดิ์ และโปรดเกล้าพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้พระปทุมสุรราช เป็นพระปทุมวรราชสุริยวงษ์ ครองเมืองอุบลราชธานี พร้อมกับยกฐานะบ้านห้วยแจระแม ขึ้นเป็นเมืองอุบลราชธานี เมื่อวันจันทร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 8 ปีชวด จุลศักราช 1154 ตรงกับ พ.ศ. 2335 ดังปรากฏในพระสมุดพระสุพรรณบัตร ตั้งเจ้าประเทศราชในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ว่า

"……ด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้า ผู้พานพิภพกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ตั้งให้พระปทุมเป็นพระปทุมวรราชสุริยวงษ์ ครองเมืองอุบลราชธานีศรีวนาไลประเทศราช เศกให้ ณ วันจันทร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 8 จุลศักราช 1154 ปีจัตวาศก….…"

คลิก เพื่อชมภาพใหญ่

เหตุที่มีคำว่า “ ราชธานี “ ต่อท้ายนั้น เนื่องด้วยเห็นวว่าเป็นเมืองข้าหลวงเดิมช่วยเหลือในการศึกเสมอมา เช่น ปราบจราจลและปราบกบฎอ้ายเชียงแก้ว ก็จัดให้สำเร็จโดยมิต้องสั่งการ นับว่าเป็นกำลังของแผ่นดิน พระปทุม ฯ ครองเมืองมาได้ 3 ปี ก็ถึงอนิจกรรม ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 ปีเถาะ สัปตศกจุลศักราช 1157 ( พ.ศ.2338 )
หลังจากนั้นก็มีเจ้าเมืองสืบต่อกันมาอีก 4 คน จนถึง พ.ศ.2425 จึงไม่มีการตั้งเจ้าเมืองสืบสกุลคงมีแต่ข้าหลวงขึ้นมาปกครองเมืองและผู้ว่าราชการจังหวัดตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ให้พระเจ้าน้องยาเธอ พลตรีกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการมณฑล ประทับที่เมืองอุบลราชธานี สร้างสรรค์ความเจริญ ให้แก่เมืองอุบลราชธานีเป็นอเนกอนันต์ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาอุบลราชธานีจึงเป็นศูนย์กลางการปกครอง การบริหาร การเก็บภาษีอากร และกิจการบ้านเมืองด้านอื่นๆ ของภาคอีสานตอนใต้

อุบลราชธานี ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดใหญ่และสำคัญมากของภาคอีสาน เป็นเมืองเก่าที่เจริญด้วยศิลปะวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงานมานานนับร้อยปี และได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของถิ่นไทยดี

เหตุผลที่ชื่อเมืองอุบล

ที่ตั้งชื่อว่า “ เมืองอุบล “ นั้น หนังสือบางเล่มว่าตั้งตามนาม พระปทุมสุรราช ( คำผง ) เพราะเป็นผู้นำอพยพมาตั้งเมือง และ “ ปทุม “ ก็แปลว่า บัวหลวง หนังสือบางเล่มว่าเอาชื่อเดิมของหนองบัวลุ่มภู ( หนองซึ่งตั้งอยู่ในลุ่มภูเขาชื่อหนองบัว ) คือนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน อันมีคำว่า “ บัว “ ซึ่งเป็นเมืองที่บรรพบุรุษอพยพมาอยู่ก่อน แล้วแปลงลงเป็นศัพท์ว่า “ อุบล “ มาตั้งเป็นชื่อ ทั้งสองอย่างก็มีเหตุผลน่าฟัง
สันนิษฐานว่าคงเอาชื่อ “ หนองบัว “ ซึ่งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือบ้ายห้วยแจระแมนั่นเองมาตั้งเป็นชื่อ โดยแปลงศัพท์ว่า “ อุบล “ มาตั้งเพราะเดิมหนองนี้ใหญ่ ยาวประมาณ 24 เส้น มีน้ำอยู่ตลอดปีตั้งต้นจากทิศเหนือ โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ ยาวไปจนจรดตะวันออกเฉียงใต้ของ ศ.ว.พ. ( ศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการพัฒนาชุมชน )
แต่เดี๋ยวนี้ตื้นเขินมีคนรุกล้ำเป็นเจ้าของเกือบหมดแล้ว ยังคงเหลืออยู่ตอนเดียวหน้าวัดหนองบัวเท่านั้น เหตุผลมีว่าคนโบราณชอบตั้งชื่อบ้าน ชื่อเมือง ตามภูมิประเทศและสถานที่ เช่น หนองบัวลุ่มภู ก็มีหนองตั้งอยู่ในลุ่มภู บ้านหินโงมก็เป็นที่มีเทือกเขากั้น ( โงมเป็นภาษาถิ่นอีสาน แปลว่า กั้น , ครอบ , หรืองำ ) เมืองหนองหานหลวง ( สกลนคร ) ก็เอาชื่อหนองใหญ่มาตั้ง และที่อื่น ๆ ก็ยังมีอีกมาก

อีกนัยหนึ่ง มงคลนาม อุบลราชธานี ตามตัวอักษรมีความหมายว่า ราชธานีแห่งดอกบัว กล่าวคือ อุบล มีความหมายว่าดอกบัวซึ่งเป็นดอกพฤกษชาติ ที่มีคติธรรมทางพุทธศาสนาคนนิยมใช้ไหว้พระ อุบลราชธานี มีวัดวาอารามที่มีความวิจิตร งดงามด้วยศิลปะด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรม อันทรงคุณค่าเป็นจำนวนมาก ราชธานี หมายถึง เมืองของกษัตริย์เป็นสร้อยนามของจังหวัดที่มีเพียงจังหวัดเดียวในประเทศไทย อุบลราชธานี จึงมีฐานะเป็นเมืองของกษัตริย์ เป็นดินแดนแห่งดอกบัวงาม เป็นที่เชิดชูพระบวรพุทธศาสนา ในส่วนที่เกี่ยวกับประวัติการศึกษา อุบลราชธานี ได้ชื่อว่าเป็นเมืองนักปราชญ์มาแต่โบราณ มีหลักฐานว่าประชาชนเริ่มมีการเรียนการสอนให้อ่าน ออกเขียนได้ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2434คือก่อนที่จะมีการสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ 1 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวอุบลราชธานีวิถีชีวิตที่แสดงลักษณะตื่นตัวทางการศึกษามาเป็นเวลานาน

ชาวอุบลราชธานี

พื้นที่อันเป็นที่ตั้งเมืองอุบลราชธานีนั้น ส่วนหนึ่งอยู่ในอาณาจักรโคตรบูรณ์ ส่วนหนึ่งอยู่ในอาณาจักรขอม คงมีคนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว เช่น พวกขอม , ละว้า หรือไทยโบราณ ดังได้กล่าวไว้ข้างต้น เพราะอาณาจักรดังกล่าวมีอยู่ก่อนกว่า 2,500 ปี ต่อมาจึงค่อยหมดไป

ชาวอุบล ฯ ที่อพยพมาก็เป็นส่วนหนึ่งมาแทรกอยู่กับชาวพื้นเมืองเดิม และกระจัดกระจายอยู่ก็คงมีตั้งเป็นกลุ่มอยู่โดยเฉพาะก็คงมี พวกที่มาอยู่ใหม่นี้คงจะมีความเจริญกว่าสำเนียงภาษาพูด ประเพณีจึงเป็นอย่างเดียวกัน ตามที่ได้นำมาจากเมืองแม่ ( เวียงจันทน์ ) ซึ่งเทียบได้กับชาวยุโรปที่อพยพไปอยู่ในอเมริกาก็กลืนชาวพื้นเมืองเดิม ( อินเดียแดง ) กลายเป็นประเทศใหม่แต่ใช้ภาษาตามเมืองแม่ ประเพณีตามเมืองแม่

มีสกุลใหญ่ ๆ ของเมืองอุบล เช่น ณ อุบล , สุวรรณกูฎ , ไชยกาล , พรหมวงศานนท์ , ปทุมเวียง , และแสนทวีสุข เป็นต้น ดูเหมือนจะเป็นเครือญาติกันมาทั้งนั้น กระจายไปอยู่ตามอำเภอต่าง ๆ ได้แก่ ยโสธร , มหาชนะชัย , เขมราฐ , พิบูลมังสาหาร , เดชอุดม , และอำนาจเจริญ เป็นต้น คือเป็นชั้นลูก หลาน เหลน ที่เป็นต้นตระกูลส่งไปปกครองบ้านเมือง จนถึงสมัยการเลิกสืบสกุลเป็นผู้ปกครองเมือง ส่วนคนต่างเมืองที่มาค้าขาย เช่น สกุลโกศัลวัตร , ศรีธัญรัตน์ , จากนครราชสีมา มาตั้งภูมิลำเนาที่นี่ กับยังมีสกุลอื่น ๆ อีก ส่วนชาวจีนนั้นมาตั้งรกรากภายหลัง แล้วจึงขยายกันออกไปทางสมพงศ์

ความเปลี่ยนแปลงต่อมา
ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เมืองอุบลราชธานี ตั้งเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2335 นั้น ยังรวมอยู่กับหัวเมืองในนาม “ ลาวพุงขาว “ หัวเมืองที่เรียกว่าลาวพุงขาวนี้ รวมภาคอีสานเฉพาะที่เรียกว่า มณฑลพวน กับ มณฑลลาวกาว ( พ.ศ.2434 ) จึงเป็นอันว่าตั้งเป็นเมืองแล้วตั้ง 100 ปี ก็ยังรวมอยู่ในนามของมณฑลลาวกาว

พ.ศ.2442 ยังเป็นเมืองอุบลราชธานี และรวมอยู่ในนามของมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมามณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอีสาน เมืองอุบลราชธานีก็ยังรวมอยู่ในนามของมณฑลอีสาน

มณฑลอีสานเมื่อ พ.ศ.2450 นั้น แบ่งการปกครองเป็น 4 บริเวณ คือ

1. บริเวณเมืองอุบลราชธานี มี 3 เมือง ได้แก่
  เมืองอุบลราชธานี มี 11 อำเภอ
  เมืองยโสธร มี 2 อำเภอ
  เมืองเขมราฐ มี 6 อำเภอ
2. บริเวณขุขันธ์ มี 3 เมือง ได้แก่
  เมืองขุขันธ์ มี 3 อำเภอ
  เมืองศรีสะเกษ มี 4 อำเภอ
  เมืองเดชอุดม มี 3 อำเภอ
3. บริเวณเมืองสุรินทร์ มี 2 เมือง ได้แก่
  เมืองสุรินทร์ มี 4 อำเภอ
  เมืองสังขะ มี 3 อำเภอ
4. บริเวณเมืองร้อยเอ็ด มี 5 เมือง ได้แก่
  เมืองร้อยเอ็ด มี 4 อำเภอ
  เมืองกาฬสินธุ์ มี 7 อำเภอ
  เมืองกมลาสัย มี 5 อำเภอ
  เมืองสุวรรณภูมิ มี 6 อำเภอ
  เมืองมหาสารคาม มี 4 อำเภอ

พ.ศ.2455 แยกมณฑลอีสานเป็น 2 มณฑล คือ มณฑลอุบลราชธานี กับ มณฑลร้อยเอ็ด เมื่อเป็นมณฑลอุบลราชธานีแล้ว มีจังหวัดขึ้นอยู่ 3 จังหวัด คือ อุบลราชธานี , ศรีสะเกษ , สุรินทร์

เมื่อเป็นมณฑลลาวกาว ( พ.ศ.2434 ) และต่อมาเปลี่ยนชื่อมาตามลำดับแล้วนั้น พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ เสด็จเป็นข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว ประทับ ณ เมืองอุบลราชธานี ( พ.ศ.2436 – 2453 )

พ.ศ.2465 ได้มีประกาศให้รวมมณฑลอุดรธานี มณฑลร้อยเอ็ด และมณฑลอุบลราชธานี เป็นภาคที่เรียกว่าอีสาน มีอุปราชประจำภาค ตั้งที่บัญชาการอยู่ ณ เมืองอุบลราชธานี ถึง พ.ศ.2468 จึงประกาศยกเลิกภาคอีสานให้กลับคืนเป็นมณฑลตามเดิม

พ.ศ.2470 ยุบมณฑลอุบลราชธานีเป็นจังหวัด ไปรวมขึ้นต่อมณฑลนครราชสีมาและมณฑลต่าง ๆ ถูกยุบลงเป็นจังหวัด ขึ้นตรงต่อส่วนกลางแต่ พ.ศ.2476 เป็นต้นมา

วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2515 แยกอำเภอยโสธร , เลิงนกทา , คำเขื่อนแก้ว , มหาชนะชัย , ป่าติ้ว ตั้งเป็นจังหวัดเรียกว่า จังหวัดยโสธร

วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2536 ได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดอำนาจเจริญ พุทธศักราช ๒๕๓๖ ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2536 ตรงกับวันพุธ แรม 3 ค่ำ เดือน 12 ปีระกา ยกฐานะอำเภออำนาจเจริญ เป็นจังหวัดอำนาจเจริญ โดยให้แยกอำเภออำนาจเจริญ อำเภอชานุมาน อำเภอปทุมราชวงศา อำเภอพนา อำเภอหัวตะพาน อำเภอเสนางคนิคม และกิ่งอำเภอลืออำนาจ (ปัจจุบันอำเภอลืออำนาจ) รวม 6 อำเภอ ๑กิ่งอำเภอ โดยแยกออกจากการปกครองจังหวัดอุบลราชธานี รวมกันขึ้น เป็นจังหวัดอำนาจเจริญ (ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้า4-5-6 เล่ม110 ตอนที่ 125 ลงวันที่ 2 กันยายน 2536