ไม่มีใครเลยที่ปฏิเสธได้ในความสวยที่อ่อนไหวอยู่บัวต้นงาม ราชินีแห่งไม้น้ำซึ่งมีความโดดเด่นอย่างยากที่จะหาใครมาเปรียบเทียบได้ บัวเป็นพืชน้ำอยู่ในวงศ์ Nymphaeaceae จัดเป็นพืชน้ำล้มลุกที่มีอายุหลายปี พบเห็นได้ทั่วไป ดอกบัวมีทั้งแบบมีกลิ่นและไม่มีกลิ่น ลักษณะลำต้นมีทั้งที่เป็น เหง้า ไหล หรือหัว ใบเป็นใบเดี่ยวเจริญขึ้นจากลำต้น ดอกเป็นดอกเดี่ยวสมบูรณ์เพศประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 4-6 กลีบ มีสีสันสวยงาม บัวที่พบและนิยมปลูกในประเทศไทยมีอยู่ 3 สกุลคือ สกุลบัวหลวง (Lotus) เป็นบัวในสกุล Nelumbo มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า ปทุมชาติ หรือ บัวหลวง บัวในสกุลนี้เป็นบัวที่รู้จักกันดีเพราะเป็นบัวที่มีดอกใหญ่นิยมนำมาไหว้พระและใช้ในพิธีทางศาสนา ส่วนของเหง้าหรือที่มักเรียกกันว่ารากบัวและไหลบัวรวมทั้งเมล็ดสามารถนำมาเป็นอาหารได้ สกุลบัวสาย (Water Lily) เป็นบัวในสกุล Nymphaea มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า อุบลชาติ หรือ บัวสาย ได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับใช้เป็นไม้ประดับ ส่วนอีกชนิดคือ สกุลบัววิกตอเรีย (Victoria) เป็นบัวในสกุล Victoria มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า บัวกระด้ง จัดเป็นบัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ดอกจะบานเวลากลางคืนและมีกลิ่นหอม เมื่อเริ่มบานกลีบดอกจะมีสีขาวและจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูต่อไป บัวทั้ง 3 สกุลนี้มีความสวยงามแตกต่างกัน แต่ทุกต้นทุกพันธุ์ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ที่พร้อมมอบความสดชื่นและความหมายที่ดีให้ตลอดเวลา

1. บัวหลวงหรือปทุมชาติ (Lotus)

หลังจากเมล็ดบัวงอกจะเจริญเติบโตด้วย "ไหล" (stolon) เจริญเติบโตไปตามผิวดินสามารถแตกต้นใหม่จากข้อ ในแต่ละข้อจะแตกใบหรือดอกส่งชูพ้นน้ำตั้งข้อแตกใบและดอกไปเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้นไหลจะสร้างผิวอยู่ใต้ดิน เมื่อถึงฤดูฝนมีน้ำมากขึ้นจะแตกใบใหม่เจริญเติบโตต่อไป

          บัวหลวง มีดอกและใบชูขึ้นเหนือน้ำใบสีเขียวอมเทาค่อนข้างกลม ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนมีขนอ่อน ๆ และมีนวล ดอกมี 4 สีคือ สีชมพู สีขาว และสีเหลือง (พบในต่างประเทศ) กลีบดอกชั้นเดียวหรือซ้อนกันแน่นกลีบเลี้ยง 4-6 กลีบ ลักษณะคล้ายกลีบดอกก้านใบและก้านดอกกลม ยาว เปลือกแข็ง และมีขนแข็งสั้น ๆ อยู่ทั่วทั้งก้าน ติดเมล็ดง่าย (ยกเว้นสัตตบงกช)

           บุณฑริก ปุณฑริก บัวหลวงขาว บัวแหลมขาว Nelumbo nucifera Geartn, Hindu Lotus ดอกตูมเป็นรูปไข่ ดอกบานขนาดใหญ่เป็นดอกลา สีขาว

          สัตตบุษย์ บัวฉัตรขาว บัวป้อมขาว บัวหลวงขาวซ้อน Nelumbo nucifera Geartn. "Album Plenum" Magnolia Lotus, Album Plenum (ภาษาละติน) ดอกตูมป้อม ดอกบานขนาดใหญ่ กลีบดอกซ้อนมาก สีขาว

           ปทุม ปัทมา โกกระณต บัวหลวงชมพู บัวหลวงแดง บัวแหลมแดง Nelumbo Nucifera Gearth. East Indian Lotus ดอกตูมป้อม ดอกบานขนาดใหญ่ เป็นดอกลา สีชมพูเข้ม โคนกลีบสีขาว

            ปทุม Nelumbo nucifera Gearth. Sacred Lotus ดอกตูมป้อม ดอกบานขนาดใหญ่ กลีบดอกซ้อนสีชมพูอ่อน โคนกลีบสีขาว

          สัตตบงกช บัวหลวงแดงป้อม บัวฉัตรแดง Nelumbo nucifera Geartn. "Roseum Plenum" ดอกตูมป้อม ดอกบานขนาดใหญ่ กลีบดอกซ้อน สีชมพูเข้ม โคนกลีบสีขาว

          บัวเข็มชมพู บัวปักกิ่งชมพู บัวไต้หวัน บัวหลวงจีนชมพู Nelumbo nucifera Geartn. Var.pekinese ดอกตูมรูปไข่เรียว เป็นดอกรา สีชมพูเข้ม โคนกลีบสีขาวนวล กลิ่นหอมอ่อน ๆ เจริญเติบโตได้ในดินแฉะ มีน้ำเพียง 15 ซม. หรือมีน้ำลึกพื้นผิวน้ำแคบถึงกว้างมาก

2. อุบลชาติ (Water-lily) แบ่งเป็น 2 ประเภท ตามถิ่นกำเนิด

           2.1 อุบลชาติยืนต้น (Castalia Group, Haedy type, Hardy water-lily) หรือเรียกว่า "บัวฝรั่ง" เพราะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตอบอุ่นและเขตหนาว มีการเจริญเติบโตเป็นเหง้าตามผิวดินสามารถแตกหน่อ (Sprout) และเจริญเติบโตแยกแขนงเป็นเหง้าใหม่ ต้นใหม่ได้ ถ้าน้ำแห้ง เหง้าจะหยุดการเจริญเติบโต จะแตกต้นใหม่ในฤดูฝนเช่นเดียวกับบัวหลวง ในต่างประเทศเมื่อน้ำเริ่มแข็งตัวเหง้าจะสลัดใบลอยทิ้ง ผลิใบหนามีก้านสั้นจมอยู่ใต้น้ำ เพื่อพักตัวในฤดูหนาว และจะเริ่มผลิใบลอยใหม่ในฤดูใบไม้ผลิออกดอกใหม่ต่อไป

บัวฝรั่งทุกพันธุ์ถ้านำมาปลูกในเขตร้อน เช่น เมืองไทย การพักตัวจะขึ้นอยู่กับพันธุ์บัว ภาวะ และช่วงเวลาของความหนาวเย็น ถ้าเริ่มต้นมีอากาศหนาวเย็นมาก และนานตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป บัวฝรั่งบางพันธุ์จะแสดงอาการพักตัว บางพันธุ์จะยังไม่แสดงอาการจนกว่าจะมีอากาศหนาวอีกครั้ง (คือ บรรยากาศในภาคกลางของไทย) ซึ่งจะสลัดใบลอยออกและผลิใบหนาที่มีก้านสั้นอยู่ใต้น้ำ ถ้าปลูกในกรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคใต้ของไทย บางทีถ้าอากาศไม่เป็นดังที่กล่าว บัวอาจจะพักตัวหรือไม่ก็ได้ ถ้าอากาศไม่หนาวเกินไป อีกปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ ความเย็นของน้ำที่ปลูกบัว ปกติบัวสามารถเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส ณ จุดยอด (Crown) ของบัวใต้น้ำ ถ้าอุณหภูมิลดต่ำหรือสูงขึ้นประมาณ 5 องศาเซลเซียส บัวจะเจริญเติบโตอยู่ได้ แต่ไม่งาม

บัวฝรั่ง ใบมีรูปกลม ขอบใบเรียบ ดอกแตะลอยผิวน้ำ กลีบดอกมี 5 สี สีขาว สีชมพู สีแดง สีเหลือง สีส้ม และมักไม่มีกลิ่นหอมเกสรตัวเพศเมีย อับเรณู และก้านชูอับเรณูมีสีเหลืองถึงสีแสด ในบางพันธุ์อาจมีกลิ่นฉุนหรือกลิ่นหอมอ่อน ๆ ก้านใบและก้านดอกเรียบ หรือมีขนอ่อนเล็กน้อย หรืออาจมีจนยาวปกคลุมมากบางพันธุ์พักตัวในฤดูหนาว
 

            2.2 อุบลชาติล้มลุก (Lotus Group, Tropical type, Tropical water-lily) มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนเท่านั้น ถ้าปลูกในเขตหนาว เมื่อถึงฤดูหนาวจะตาย จึงเรียกว่า อุบลชาติล้มลุก ได้แก่

                     ก. บัวผันและบัวเผื่อน เมื่อต้นงอกจากเมล็ดจะเจริญเติบโตในแนวดิ่ง เมื่อต้นแก่ขึ้นจะเปลี่ยนเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ก้านใบ-ดอกจะเจริญจากยอดของเหง้าที่อยู่ใต้ดินประมาณ 2-3 เซนติเมตร ส่งใบดอกถึงผิวน้ำและพ้นน้ำในฤดูหนาว ถ้าอากาศหนาวจัดเหง้าที่อยู่ใต้ดินเมื่อแก่ขึ้นจะแตกหัวใหม่ได้ หรือแตกต้นใหม่จากตาริมยอดถ้าปลูกในเขตร้อน เพื่อขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น การแตกหัวเหนือต้นอ่อนจะได้มากหรือน้อย ถี่หรือห่าง ขึ้นอยู่กับพันธุ์บัว

บัวผันและบัวเผื่อน เป็นอุบลชาติล้มลุก ดอกบานตอนเช้าและหุบตอนเย็น ใบรูปกลมถึงรูปไข่ ขอบใบจักรไม่เป็นระเบียบ ดอกมีหลายสีกลีบดอกซ้อน เกสรเพศเมียสีเหลืองถึงสีเหลืองเข้ม อับเรณูมักมีสีคล้ายกลีบดอก กลิ่นหอมหวาน บางพันธุ์เกิดต้นอ่อนบนใบไม้

                    ข. บัวสาย ต้นที่งอกจากเมล็ดมีการเจริญเติบโตเป็นไหลสู่ผิวดิน แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นเหง้าหรือหัวผลิก้านใบ-ดอก ส่งขึ้นสู่ผิวน้ำ เมื่อมีอายุมากขึ้นจะขยายพันธุ์โดยแตกไหลจากตาใกล้ยอด เจริญตามแนวนอนในระยะหนึ่งแล้วตั้งข้อแตกต้นใหม่ใกล้ยอดเดิม เจริญในแนวดิ่ง สร้างหัวหรือเหง้าใต้ดินเป็นการขยายพันธุ์ต้นใหม่โดยธรรมชาติ นอกจากการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

บัวสาย อุบลชาติล้มลุก ดอกบานตอนใกล้ค่ำ และหุบในตอนเช้า หรือตอนสายของวันต่อมา ใบรูปกลมถึงรูปไข่ ขอบใบจักรเป็นระเบียบ ดอกมีเพียง 3 สีคือ สีขาว สีชมพู และสีบานเย็นถึงแดง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ หรือไม่มีกลิ่น ก้านใบและก้านดอกมักจะมีขนอ่อนสั้น ๆ

                     ค. จงกลนี ยังไม่มีเอกสารการบอกเล่าทั้งไทยและต่างประเทศ หรือการพบเห็นของผู้ปลูกในเรื่องการเจริญเติบโตจากเมล็ดของจงกลนี สันนิษฐานว่า จงกลนีอาจเกิดจากการแปลงพันธุ์โดยธรรมชาติของบัวผันและบัวเผื่อน จากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม (Mutation) ซึ่งจากการนำพันธุ์จงกลนีมาปลูก พบว่า จงกลนีจะผลิตหัวเล็ก ๆ ขนาดเท่ากับเมล็ดถั่วเหลืองฝังอยู่ในเหง้า และสามารถปลอดออกมาปลูกเป็นต้นใหม่ได้ โดยฝังหัวเล็ก ๆ นี้ ใต้ผิวดินประมาณ 1 เซนติเมตร เมื่องอกเป็นต้นจะมีการเจริญเติบโตในแนวดิ่ง แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นเหง้า ออกดอกคล้ายบัวผัน-บัวเผื่อนต่อไป แต่ต่างกันที่ดอกบานของจงกลนีจะลอยและบานตลอดเวลา

3. บัวกระด้งหรือวิกตอเรีย (Victoria, Royal water-lily) เกิดและเจริญเติบโตจากเมล็ดคล้ายพืชทั่วไป เมื่อเมล็ดงอกจะแตกไหลสั้น ๆ ไปสู่ผิวดิน เมื่อถึงจุดจากผิวดิน 1-2 เซนติเมตร จะแตกเป็นต้น เจริญตามแนวดิ่ง ส่งใบขึ้นสู่ผิวน้ำ และออกดอกออกผลต่อไป

บัวกระด้ง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ใบกลม ขนาดใหญ่ ขอบใบเรียบ ปลายมน หูใบปิด ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง ขอบใบม้วนเข้า ใบย่นและมีหนามอยู่ทั่วใบ เมื่อใบแก่มีสีเขียวเข้มขึ้น ผิวใบเรียบ ใต้ใบสีน้ำตาลแดงและมีหนาม ขอบใบยกตั้งขึ้นคล้ายกระด้ง ดอกดก บานเป็นรูปค่อนวงกลมขนาดใหญ่ถึง 30 เซนติเมตร กลีบดอกหนา มีจำนวนมากถึง 60 กลีบ มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีน้ำตาลแดงเหลือบเขียว มีหนามมาก กลีบดอกสีขาวนวลอมชมพู และจะมีสีชมพูเข้มขึ้นในวันต่อมา อับเรณูสีชมพูอมแดง เกสรเพศเมียสีเหลืองสด ตรงกลางดอกจะมีตุ่มยื่นขึ้นมาเป็นส่วนที่ทำให้มีกลิ่นหอมจัด โดยเฉพาะเมื่อบานวันแรก ชอบแสงกึ่งร่มกึ่งแดด น้ำลึกพื้นที่ผิวน้ำกว้างมาก ตั้งแต่ 25 ตารางเมตรขึ้นไป ติดเมล็ดง่าย แข็งแรงทนทานต่อโรคและแมลง

                 ไม่ว่าจะเป็นบัวที่อยู่ในสายพันธ์ใดก็ตาม บัว ก็ยังคงเป็นไม้ดอกที่บริสุทธิ์ บ่งบอกถึงความหมายพิเศษที่ยิ่งใหญ่ จะเป็นพันธ์ใดก็ตาม บัว ยังคงมีกลีบดอกที่หลากหลาย รวมกันด้วยสีสันงดงาม ดังจะเห็นได้จากภาพที่นำมาแสดงด้านล่างนี้

:: ภาพดอกบัวนานาพันธ์จากทั่วโลก ::


colorado


comanche


fabiola


hermine


hilary


indiana


innerdelight


jackwood


midnight


orchidstar


pamela


renegerard


victoria

water pegels

woods blue goddess

yellow dazzler

แดงประเสริฐ

กัลยาณี

กาญจนเทพ

ทองกาญจนา

ทองสุข

ธรรมนูญ

พราว

ศศิธร

นางกวักชมภู

มิสซิส จี เอช ปริง

ไดเรคเตอร์ จี ที มัวร์