ในช่วงเวลาว่างๆ ก็เข้าเน็ตเปิดเวบไปเรื่อยๆ พยายามมองหาเวบที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับอุบลราชธานีที่เราไม่เคยรู้ แต่ก็ไม่ปรากฏให้เห็นเลย ทำให้นึกได้ว่า ในอดีต สมัยที่ผู้จัดทำ ยังดำรงตำแหน่ง หัวหน้างานประชาสัมพันธ์เทศบาลเมืองอุบลราชธานี (ในขณะนั้น) ประมาณปี พ.ศ. 2523 ได้เคยร่วมกับทีมงาน สืบเสาะ ค้นหา เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองอุบลราชธานีในทุกๆด้าน ทั้งประวัติความเป็นมา สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งอารยธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ วัฒนธรรม ประเพณี และทุกเรื่องราว เพื่อรวบรวมข้อมูล และนำนักท่องเที่ยว หรือคณะเทศบาลต่างๆที่มาเยี่ยมเทศบาลเมืองอุบลราชธานี ไปเที่ยวชม และทำความรู้จักกับแต่ละสถานที่ให้มากที่สุด (ช่วงเวลานั้นยังไม่ได้มีสำนักงานททท.ตั้งอยู่ในท้องถิ่น จึงถือเป็นหน่วยงานแรกที่ทำงานเรื่องนี้) เพื่อเป็นการเผยแพร่ จังหวัดอุบลราชธานีในแง่มุมต่างๆให้ทั่วไปได้รู้จัก ซึ่งก็ได้จัดทำเป็นเอกสารไว้บ้าง จัดทำเป็นวิดีทัศน์ไว้บ้าง ซึ่งก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่า มาถึงวันนี้ทุกสิ่งที่ได้เคยทำไว้ยังคงอยู่หรือไม่
                         คุณพ่อสุวิชช คูณผล อดีตปลัดเทศบาลเมืองอุบลราชธานี(ข้าราชการบำนาญ) เคยพูดกับผู้จัดทำว่า "พวกเราถือเป็นรุ่นแรกๆที่ทำงานเรื่องนี้ ด้วยความรักและสนใจอย่างจริงจัง หากเรื่องราวที่พวกเราได้รับรู้มา ไม่ได้มีการถ่ายทอด ก็จะเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรื่องราวต่างๆในอีดตที่มีคุณค่า ส่วนใหญ่จะถูกเก็บอยู่เพียงในความทรงจำของแต่ละคน เท่านั้น และผู้ที่เก็บเรื่องไว้ในความทรงจำนับวันก็จะร่วงโรยไป และนั่นคือบทสุดท้ายของเรื่องที่มีคุณค่าเหล่านั้นจะล่วงลับไปด้วย".....
                     แต่อย่างไรก็ตาม จนมาถึงวันนี้ จากการที่มีเวปไซค์ สตาร์เมโลดี้ ดอท คอม และ เรดิโออุบล ดอท คอม ของศูนย์ผลิตงานโฆษณา สตูดิโอ กรุ๊ป อุบลฯ โดยได้รับการเอื้อเฟื้อพื้นที่จาก อุบลอินเตอร์เน็ต ดอท คอม จึงคิดว่า ควรที่จะนำเรื่องราวที่ตัวเองได้เคยเสาะแสวงหามา เรียนรู้มา และได้เคยรวบรวมเอาไว้ นำมาทำเป็นเวบไซค์ไว้ (วันที่ 9 ส.ค. 2546) เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆเหล่านั้น ไว้สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้า หรือผู้ที่ต้องการรู้เรื่องราวของเมืองอุบลราชธานี ได้นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
                      ขอขอบพระคุณ  บรรพบุรุษที่สั่งสมอารยธรรมอันดีงามไว้ ขอบคุณเทศบาลเมืองอุบลราชธานีในอดีต (โดยนายประจวบ ศรีธัญรัตน์-นายกเทศมนตรีในขณะนั้น) ขอบคุณคุณสุวิชช คูณผล-อดีตปลัดเทศบาลและผู้ทรงคุณวุฒิ ขอบคุณเจ้าของแหล่งข้อมูล ขอบคุณเพื่อนๆน้องๆอดีตทีมงานประชาสัมพันธ์เทศบาลเมืองอุบลราชธานี ขอบคุณคุณอาทิศ ทรายขาว-เจ้าของเซฟเวอร์ ขอบคุณเวบสตาร์เมโลดี้ เวปเรดิโออุบล ขอบคุณศูนย์ผลิตงานโฆษณา สตูดิโอ กรุ๊ป อุบลฯ ผู้ออกแบบจัดทำเวป ขอบคุณน้องดวงฤดี งามเมืองปัก ที่พิมพ์เนื้อความแทบทั้งหมด หวังว่าจากพลังทั้งหมด คงจะทำให้เนื้อหาต่างๆในเวบนี้จะได้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เข้ามาศึกษาค้นคว้าในโลกไร้สายดวงนี้บ้างไม่มากกน้อย...............  

:: ภาณุ  อุยยะพัฒน์ ::  ( 9 ส.ค. 2546 )


เรื่องของคำขวัญจังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการจัดแต่งขึ้นมา และประกาศใช้อย่างแพร่หลาย คือคำขวัญ 7 ประโยค ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร ก็มีการเปลี่ยนคำขวัญไปด้วย ทั้งการมอบหมายให้คนแต่งขึ้นใหม่ ทั้งจัดให้มีการประกวด มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายยุคหลายสมัย ทำให้เกิดความสับสนสำหรับผู้ใช้เป็นอย่างยิ่ง จากนั้น ล่าสุดจึงได้มีการประกาศให้ใช้คำขวัญชุดแรก และต่อท้ายด้วยคำว่า ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์ รวมเป็น 8 ประโยค เป็นคำขวัญประจำจังหวัดที่แท้จริง ซึ่งแต่ละคำก็มีความหมายในตัวเอง ที่สามารถบ่งบอกถึงคำนั้นๆได้เป็นอย่างดี (เรื่องที่มาที่ไปของคำขวัญจังหวัดอุบลราชธานี นายสุวิชช คูณผล ได้เขียนไว้ในวารสารข่าวหอการค้าอุบลราชธานี ประจำเดือนกันยายน 2544 อย่างละเอียด....<<< คลิกไปอ่าน >>>)


                   อุบลราชธานี  เมืองแห่งดอกบัวงาม…..แม่น้ำสองสี…..มีปลาแซบหลาย…..หาดทรายแก่งหิน…..ถิ่นไทยนักปราชญ์…..ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม…..งามล้ำเทียนพรรษา
                  มงคลนาม  “ อุบลราชธานี “  มีมานานตั้งแต่กรุงธนบุรีเป็นราชธานี  โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ได้โปรดเกล้า ฯ พระราชทานเมื่อปี พ.ศ. 2323  ( ก่อนกรุงเทพ ฯ  2  ปี )
               ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ  พลตรี  กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์  เป็นข้าหลวงต่างพระองค์  ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการมณฑล ฯ  ประทับที่อุบลราชธานี  สร้างสรรความเจริญให้แก่เมืองอุบลราชธานีเป็นเอนกประการ
              อุบลราชธานี  ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดใหญ่และสำคัญที่สุดของภาคอีสาน  เป็นเมืองเก่าที่เจริญด้วยศิลป  วัฒนธรรม  ขนบธรรมเนียม  ประเพณีอันดีงามมานับร้อยปี  ได้รับการขนานนามว่า  “ ถิ่นไทยดี “
อุบลมีความหมายว่า  “ ดอกบัว “  อันเป็นพฤกษาที่มีคติธรรมทางพุทธศาสนา  อุบลราชธานีมีวัดวาอารามสวยงามและมากที่สุด
<<< ไปศึกษาเรื่อง บัว >>>
               ราชธานีมีความหมายว่า  “  เมืองของกษัตริย์ “  เป็นสร้อยนามของจังหวัดที่มีเพียงจังหวัดเดียวในประเทศไทย
               อุบล  จึงเป็น  “ ราชธานี “  ดินแดนแห่ง  “ ดอกบัวงาม “  เป็นที่เชิดชูพระบวรพุทธศาสนา

คมขวานของไทย

               ตามสภาพภูมิศาสตร์  “ อุบลราชธานี “  ตั้งอยู่ตะวันออกสุดของประเทศไทย  ตามที่มีผู้เปรียบเทียบว่า  แผนที่ประเทศไทยเหมือนขวานโบราณ  โดยมีภาคใต้เป็นด้ามขวาน  อุบลราชธานีจึงอยู่ในส่วนที่เป็น  “ คมขวาน “  โดยแท้ตามสภาพที่เป็นจริง  อุบลราชธานีมีอาณาเขตติดต่อกับ  3  ประเทศ  คือ  ลาว  เขมร  และ๗ญวน   ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทย  ที่มีอาณาเขตติดต่อถึง  2  ประเทศ  เช่นนี้  “ คมขวาน “  จึงมีความสำคัญมาก

                        ส่วนที่เป็น  “ คมขวาน “  นี้เอง  มีแม่น้ำประวัติศาสตร์  2  สาย  มาบรรจบกัน  คือ  “ แม่น้ำโขง “  และ  “ แม่น้ำมูล “  โดยสภาพน้ำในแม่น้ำโขง  ขุ่นข้น  จึงเปรียบว่า  “ แม่น้ำโขงสีปูน “  ส่วนแม่น้ำมูลสภาพน้ำใสกว่า  เปรียบเทียบได้ว่า  “ น้ำโขงสีปูน  น้ำมูลสีคราม “  แม่น้ำไหลลงสู่แม่น้ำโขง  สายน้ำทั้งสองสายที่ไหลวนเวียนปนเปกัน  จึงกลายเป็น  “ แม่น้ำสองสี “
ตามจินตนาการ  มองดูคล้ายกับการชงกาแฟที่ยังไม่ได้ที่  ยังมีส่วนของนมข้นปนกับน้ำกาแฟอยู่  เป็นภาพที่แปลกตา  ตื่นใจ  แก่ผู้ที่พบเห็น  ปรากฎการณ์เช่นนี้  ยากที่จะหาดูได้  ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ( ท.ท.ท. )  กล่าวว่า  นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เคยไปชมพระอาทิตย์ตกทะเลที่แหลมพรหมเทพ  ภูเก็ต  และส่วนอื่นของโลกมาแล้ว  ต่างก็ร่ำร้องที่จะมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่แม่น้ำโขง  และ  “ แม่น้ำสองสี “  แห่งนี้

                        หลายจังหวัดได้ประชาสัมพันธ์อาหารการกิน  อันเป็นทรัพยากรท้องถิ่นหลายรูปแบบ  เช่น

                        นครปฐม                        :           ส้มโอหวาน  ข้าวสารขาว

                        สุราษฎร์ธานี                  :           เงาะอร่อย  หอยใหญ่  ไข่แดง

                        เชียงราย                        :           ลิ้นจี่หวาน  ข้าวสารขาว

                        แม่ฮ่องสอน                    :           เขียดแลว

                        สำหรับอาหารปลา  ซึ่งเป็นอาหารย่อยง่าย  ไม่เพิ่มน้ำหนัก  แพทย์มักแนะนำให้บริโภคนั้นที่ขึ้นชื่อมีอยู่หลายแห่ง  เช่น  ปลาบึก  ที่แม่น้ำโขง  หนองคาย  นครพนม  ปลายี่สก  ที่แม่น้ำแม่กลอง  ราชบุรี  ปลาเสือ  ที่บึงบรเพ็ด  นครสวรรค์  ปลาเนื้ออ่อน  ที่แม่น้ำบางปะกง  ฉะเชิงเทรา  ฯลฯ

                        ที่อุบลราชธานี  นอกจากมีแม่น้ำสองสีแล้ว  ยังมีแม่น้ำชี  ลำโดมใหญ่  ลำโดมน้อย  ( เขื่อนสิ-รินธร )  และแหล่งน้ำธรรมชาติมากมาย  จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลานานาชนิด  เช่น  ปลาโจก  ( คล้ายปลายี่สก )  ปลาบึ่ง  ( คล้ายปลาเทโพ )  ปลาเสิม  ( คล้ายปลาบึก )  ปลาเสือ  ( ตัวลายเหลืองสลับดำเหมือนเสือ )

                        เหตุที่ปลาเมืองอุบลราชธานีแซบหลาย  เพราะมาจากแหล่งน้ำที่มีหาดทราบ  แก่งหิน  น้ำไหลใสสะอาด  ปราศจากโคลนตมหมักหมม  ปลาจึงไม่คาว  สามารถประกอบอาหารรับประทานได้ทุกรูปแบบ  โดยเฉพาะการสะสมไว้ได้นานด้วยการทำ  “ เค็มหมากนัด “  ซึ่งเป็นอาหารประเภทเครื่องดอง  มีส่วนประกอบของ  ปลาบึ่ง  เกลือสินเธา  และสัปรดพื้นบ้าน  เค็มหมากนัดนี้ทำได้เฉพาะเมืองอุบลราชธานีเท่านั้น  เพราะถ้านำสิ่งประกอบมาจากที่อื่นจะเสียของทันที  เค็มหมากนัดเคยขึ้นโต๊ะเสวยมาแล้ว  เมื่อคราวล้นเกล้า ฯ ทั้งสองพระองค์  เสด็จเปิดเขื่อนสิรินธร  ปัจจุบันเค็มหมากนัดเป็นสินค้าออกที่ขึ้นชื่อของเมืองอุบลราชธานีและเป็นอาหารหลักของ  “ พาข้าวแลง “  ซึ่งหมายถึง  การจัดอาหารเย็นอย่างเป็นพิธีการ  รับแขกเมืองตามประเพณีดั้งเดิมของชาวอุบลราชธานี  จากแนวความคิดและริเริ่มของ  คุณประจวบ  ศรีธัญรัตน์  นายกเทศมนตรีเมืองอุบลราชธานี  เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั่วภาคอีสานอยู่ในปัจจุบันนี้

                        ปลาจากแม่น้ำมูลไม่ใช่แซบหลายเฉพาะที่อุบลราชธานีเท่านั้น  ปลาเอินที่อุบล ฯ ได้เคยส่งไปขายเป็นปลายี่สกที่ราชบุรีมาแล้ว  ท่านที่เคยไปสั่งปลาเสือกินที่นครสวรรค์  ก็ขออย่าได้คิดว่าเป็นปลาเสือจากบึงบรเพ็ด  เพราะแหล่งข่าวยืนยันมาว่าเป็นปลาเสือสั่งไปจากแม่น้ำมูลเรานี้เอง

                        แม่น้ำสายสำคัญอันเปรียบเสมือนสายโลหิตของชาวอุบล ฯ ดังกล่าวแล้ว  เต็มไปด้วยเกาะแก่งต่าง ๆ และหาดทรายงามที่ขึ้นชื่อลือชา  รู้จักกันเป็นที่แพร่หลาย  ได้แก่  แก่งสะพือ  แก่งตะนะ  หาดวัดใต้  หาดคูเดื่อ  เป็นอาทิ  แต่ที่ฮือฮาอยู่เวลานี้ได้แก่  “ ผาแต้ม “  ซึ่งเป็นผาหินงดงามเป็นที่มหัศจรรย์แสดงถึงธรรมชาติวิทยาโดยเด่นชัด  มีภาพเขียนสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์  เช่น  มีรูปภาชนะเครื่องใช้    รูปสัตว์ต่าง ๆ และรูปมือคนสมัยโบราณจำนวนมาก  ซึ่งกรมศิลปากรประมาณว่ามีอายุไม่น้อยกว่า  3,000  ปี

                        เกี่ยวกับภาพเขียนประวัติศาสตร์ที่ว่านี้  “ ชัย  ราชวัตร “  นักเขียนภาพล้อเลียน  ซึ่งเป็นชาวอุบล ฯ ได้ให้ผู้ใหญ่มาแห่งทุ่งหมาเมิน  ถามอ้ายจ่อยว่า  มีความเห็นอย่างไร  อ้ายจ่อยออกความเห็นว่า  “ ภาพที่เขียนนี้แสดงว่ามีการปกครองระบอบประชาธิปไตย  ระบบรัฐสภา  ที่อุบล ฯ เมื่อ  3,000  ปีมาแล้ว “  ผู้ใหญ่มาถามต่อไปว่า  “ สังเกตจากอะไร “  อ้ายจ่อย  :  เพราะว่ามีรูปคนยกมือจำนวนมาก  และมีเสือ  สิงห์  กระทิง  แรด  อยู่ด้วย “

                        แก่งหิน  หาดทรายที่มีหลากหลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองอุบล ฯ นั้น  เป็นหาดทรายขาวสะอาด  และแก่งหินธรรมชาติโดยแท้  คุณปราโมทย์  ทัศนาสุวรรณ  หรือ  “ อายุธ  วิไล “  แห่ง “ อนุสาร     ท.ท.ท. “  ได้เขียนถึง  แก่งตะนะ  ไว้ว่า  “ เป็นแก่งหินที่มีเสน่ห์ในตัวเอง  ธรรมชาติแปลกตาเปรียบได้กับกุหลาบที่มีหนามแหลมคม “  พร้อมกับสาธยายว่า…” ที่ว่าเหมือนกุหลาบเพราะใครได้เห็นแล้วก็ชื่นตา  สบายใจ  หายเหนื่อย  สบอารมณ์  ที่มีหนามแหลมคม  เพราะทางไปไม่สะดวก “  ( เดี๋ยวนี้ทางไปสะดวกสบายหายห่วงแล้วครับ )

                        คำขวัญที่เอ่ยถึงของดีเมืองอุบล ฯ ข้างต้น  ได้แก่…..แม่น้ำสองสี…..มีปลาแซบหลาย…..หาดทรายแก่งหิน  นั้นเป็น  “ รูปธรรม “  สามารถสัมผัสได้  แต่  ถิ่นไทยนักปราชญ์  ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม  นี้เป็น             “ นามธรรม “  ได้ยินแต่เสียงร่ำลือเสียงเล่าอ้าง  บางท่านก็ถามว่าพิจารณากันอย่างไร  โปรดวิเคราะห์ด้วยวิจารณญาณดูเถิดว่า…..

                       พระเถระผู้ใหญ่  ซึ่งเป็นอริยะสงฆ์ทั้งฝ่ายวิปัสนาธุระและคันถธุระ  ซึ่งเป็นที่เคารพบูชายกย่องในกิตติคุณ  และปฎิปทาของท่านอยู่ในเวลานี้  ล้วนเป็นชาวอุบล ฯ ทั้งสิ้น

                        ฝ่ายวิปัสนาธุระ  หลวงปู่มั่น  ภูมิทัตโต  มีอริยะสงฆ์เป็นศิษยานุศิษย์มากมาย  อาทิ…..

                                                หลวงปู่ผั้น  อาจาโร         วัดป่าอุดมสมพร  สกลนคร

                                                หลวงปู่แหวน  สุจินโน      วัดดิยแม่ปั๋ง          เชียงใหม่

                                                หลวงปู่ขาว  อนาลโย       วัดถ้ำกลองเพล     อุดรธานี

                                                หลวงปู่ชา  สุภัทโธ          วัดหนองป่าพง      อุบลราชธานี

                                                                                    ฯลฯ

                        ด้านกิติศัพท์ของหลวงปู่เหล่านี้  เห็นจะไม่ต้องสาธยายก็เป็นที่ทราบซึ้งกันดีทั่วประเทศแม้นานาอารยประเทศ  เช่น  สหรัฐอเมริกา  แคนาดา  อังกฤษ  ออสเตรเลีย  รวมทั้งญี่ปุ่น  ยังมีปัญญาชนมาบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์และปฏิบัติธรรมที่วัดป่านานาชาติ  อำเภอวารินชำราบ  อุบลราชธานีมากมาย  แล้วนำพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ที่บ้านเมืองของตน  เช่น  ท่านสุเมโธ  ประธานสงฆ์ที่วัดไทยในอเมริกา  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีท่านปภากโล  และพระสงฆ์ชาวอารยประเทศรูปอื่น ๆ ซึ่งมาบวชเรียนกับหลวงปู่ชา  สุภัทโธ  แล้วนำธรรมไปเผยแพร่ยังทวีปต่างๆ มีการกล่าวขานว่า  หลวงปู่ชา  ไม่เคยพูดภาษาต่างประเทศแม้แต่คำเดียว  แต่สามารถสั่งสอนหลักธรรมคนได้ทั่วโลก  เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง

พระสงฆ์ผู้ทรงคุณด้านวิปัสนาธุระ  ที่เป็นชาวอุบล ฯ มิใช่จะมีมากแต่ในอดีตเท่านั้น…..เราอาจจะรู้จัก  พลตรี  จำลอง  ศรีเมือง  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  เพราะการเลือกตั้งแบบถล่มคู่ต่อสู้อย่างย่อยยับ  เมื่อวันที่  14  พฤศจิกายน  2528  ที่ผ่านมา…..แต่หลายท่านอาจไม่ทราบว่าทำไมท่านผู้นี้จึงได้รับการขนานนามว่า  “ มหาจำลอง “  ทำไมจึงถือศีลแปด  และรับประทานอาหารมังสะวิรัต  ผู้ที่ทราบอาจจะตอบว่า  เพราะท่านไปปฏิบัติธรรมที่สำนักสันติอโศก…..ท่านทราบหรือไม่ว่าประธานสงฆ์ที่สำนักสันติอโศกคือ  ท่านโพธิรักษ์  ( นามเดิมว่า  มงคล  รักพงษ์  หรือ  รัก  รักษ์พงษ์ )  อาจารย์ของมหาจำลอง  นั้นเป็นชาวอุบล ฯ

คลิก เพื่อชมภาพใหญ่ คลิก เพื่อชมภาพใหญ่
รูปหล่อเท่าองค์จริง
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
รูปหล่อเท่าองค์จริง
สมเด็จพระมหาวีรวงค์


ฝ่ายคันถธุระ

                   เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์  ( ศิริจันโท )  ( นามเดิม  จันทร์  สุภสร )  ชาวบ้านหนองไหล อำเภอเมืองอุบล เป็นพระเถระผู้ใหญ่องค์แรกที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพ ฯ เป็นผู้สร้างโรงเรียนอุบลวิทยาคม(โรงเรียนสมเด็จ ในปัจจุบัน) เป็นผู้สร้างวัดสิริจันทรนิมิตที่ลพบุรี เป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ตั้งโรงเรียนที่นครจำปาศักดิ์ ชื่อโรงเรียนบูรพาสยามเขต ท่านได้รับสัญญาบัตรแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการการศึกษาภาคอิสาน (ต่อมาเปลี่ยนเป็นเจ้าคณะมณฑล) ท่านเป็นผู้จัดการการศึกษาหนังสือไทยและบาลีให้แพร่หลายไปทั่วภาคอิสาน


                  สมเด็จมหาวีรวงศ์  ดิสโสอ้วน
  ( นามเดิม  อ้วน  แสนทวีสุข )  องค์ปฐมสังฆนายก  เป็นชาวบ้านแคน ตำบลดอนมดแดง อำเภอเมืองอุบล ท่านได้ส่งเสริมการศึกษาของจังหวัดอุบล ฯ และทั่วภาคอีสานทั้งด้านธรรมบาลีและการศึกษาของประชาชนทั่วไปอย่างกว้างไกล เป็นผู้ให้คำเสกประเทศไทยทั้งสี่ภาคเป็นถิ่นต่างๆ คือ ภาคกลางเป็นถิ่นจอมไทย ภาคเหนือเป็นถิ่นไทยงาม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นถิ่นไทยดี ภาคใต้เป็นถิ่นไทยอุดม ท่านเป็นครูสอนแผนกบาลี และเป็นกำลังสำคัญของโรงเรียนแห่งแรกของจังหวัดอุบล คือโรงเรียนอุบลวิทยาคม ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดสุปัฎน์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนสมเด็จ เพื่อเป็นอนุสรณ์ ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดพระศรีมหาธาตุ ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก

              พระสงฆ์ทรงสมณะศักดิ์สูงองค์ต่อมา  ได้แก่  สมเด็จมหาวีรวงศ์( พิมพ์  ธัมมสโร )  วัดพระศรีมหาธาตุ  บางเขน  ท่านผู้นี้ได้จริญรอยตามพระอาจารย์ทั้งสองท่าน  ได้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  เมื่อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างหลายครั้ง
เมื่อชาวอุบล ฯ ไปรับราชการจังหวัดอื่นในภาคอีสาน  มักจะถูกกล่าวขานว่า  “ หลานเจ้าคุณสมเด็จ ฯ “  จึงต้องระมัดระวังในการวางตัว  และการแสดงภูมิปัญญาเป็นอย่างมาก
                   เรื่องการใฝ่ในธรรมะของชาวอุบลราชธานี ยังคงมีอีกเรื่องที่มีการดำเนินการมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานแล้ว นั่นคือการร่วมกันจัดให้มีธรรมสวนะสามัคคี
 

ธรรมสวนะสามัคคี สามัคคีพระ – สามัคคีโยม

ธรรมสวนะสามัคคี คืออะไร

                        ธรรมสวนะสามัคคี  คือ  การแสดงพระธรรมเทศนาที่วัดมหานิกายและวัดธรรมยุติร่วมกันจัดขึ้นโดยจะแสดงพระธรรมเทศนาสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปทุกวัดในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา  โดยที่อุบาสกอุบาสิกาของวัดทุกวัดจะรวมกันไปสดับรับฟังเพียงวัดเดียวที่จัดขึ้นในแต่ละวันธรรมสวนะ  หรือวันพระ

ที่มาของธรรมสวนะสามัคคี

                        ในสมัยของพระเทพบัณฑิต  ( ต่อมาคือพระธรรมบัณฑิต  เจ้าอาวาสองค์ที่  9  วัดสุปัฎนารามวรวิหารเจ้าคณะจังหวัดฝ่ายธรรมยุต )  ได้ขอให้กรรมการยุวพุทธิกสมาคมในสมัยนั้น  พยายามเผยแพร่กิจกรรมของยุวพุทธโดยชักชวนให้ประชาชนเข้าวัดฟังธรรมให้มากขึ้น  และขอให้พยายามก่อให้เกิดความสามัคคีต่อกันให้ดีมากขึ้นประกอบกับในระหว่างนั้น  นายประจวบ  ศรีธัญรัตน์  คหบดีและกรรมการผู้หนึ่งของยุวพุทธ ฯ 

( นายกเทศมนตรีเมืองอุบลราชธานีปัจจุบัน )  ได้เรียนกับพระเทพบัณฑิตว่าสังเกตุเห็นการนิมนต์พระของชาวบ้านเพื่อประกอบพิธีต่าง ๆ หากนิมนต์พระมหานิกายพระธรรมยุตก์จะไม่รับนิมนต์หรือหากนิมนต์พระธรรมยุต  พระมหานิกายก็จะไม่รับนิมนต์  กล่าวคือจะนิมนต์พระภิกษุต่างนิกายประกอบพิธีร่วมกันไม่ได้  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกแยก  ดังนั้นก่อนที่จะชักชวนประชาชนให้สามัคคีกันก็น่าที่จะทำให้เกิดความสามัคคีในฝ่ายสงฆ์ก่อน  เพื่อให้ความรู้สึกที่ไม่ดีของประชาชนต่อวัดและพระภิกษุหมดไป

                        พระเทพบัณฑิตรับฟังแล้วเห็นด้วย  จึงร่วมกันคิดว่าจะต้องจัดให้ทายกทายิกาอุบาสกอุบาสิกาจากทุกวัดมาร่วมกันฟังพระธรรมเทศนา  ในทุกวันพระในวัดเดียวกันให้ได้แทนที่ต่างวัดก็ต่างจัด  พระเทพบัณฑิตปรารภว่าการที่จะทำการดังกล่าวให้สำเร็จจะต้องขอความร่วมมือจากเจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม 

( เจ้าคณะจังหวัดฝ่ายมหานิกาย )  ก่อน  จึงได้มอบหมายให้นายประจวบ  ศรีธัญรัตน์  ติดต่อขอความร่วมมือจากนายโพธิ์  ส่งศรี  ( ทายกอาวุโสที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวอุบล )  ไปปรึกษากันที่วัดสุปัฏนาราม  และให้มีหน้าที่ไปเรียนนมัสการให้เจ้าคุณวัดมณีวนารามทราบ  และท่านเกิดความเลื่อมใสเห็นด้วย  จึงได้ร่วมกันปรึกษาหารือกับเจ้าอาวาสและกรรมการวัดต่าง ๆ ซึ่งต่างก็เห็นด้วย  จึงได้เริ่มการจัดการแสดงธรรมสวนะสามัคคีขึ้น  โดยเริ่มที่วัดมณีวนารามเป็นวัดแรกจากนั้นจึงหมุนเวียนไปยังวัดอื่น ๆ และวัดสุปัฏนารามเป็นวัดสุดท้ายโดยปฏิบัติดังนี้ตลอดมาในทุกวันพระ  ระหว่าง  3  เดือนของเทศกาลเข้าพรรษา  ( เริ่มแรกมีเพียง  18  วัดที่อยู่ในเขตเทศบาล  สมัยมีเนื้อที่  5.30  ตร.กม. )  และนายประจวบ  ศรีธัญรัตน์  ได้ปวารณานาตัวรับคำย่อการเทศนาให้โรงพิมพ์ผดุงสารเป็นผู้พิมพ์ได้  ต่อมานายประจวบ  ศรีธัญรัตน์  ได้รับแต่งตั้งเป็นเทศมนตรี  เทศบาลเมืองอุบลราชธานี  เทศบาลเมืองอุบลราชธานี  จึงได้รับเป็นผู้พิมพ์คำย่อดังกล่าวมาจนทุกวันนี้

                        จากนั้นมาหลายปี  นายโพธิ์  ส่งศรี  ได้ย้ายไปกรุงเทพมหานคร  นายประจวบ  ศรีธัญรัตน์  จึงได้ติดต่อให้  พ.ท.คำวิเสโส  ทายกวัดกลางรับเป็นผู้ดำเนินการต่อไปได้ระยะหนึ่ง  นายประจวบ  ศรีธัญรัตน์  จึงได้มอบเงินจำนวน  1,000.-  บาท  เริ่มเป็นกองทุนมูลนิธิธรรมสวนะสามัคคีที่วัดกลาง  ( ปัจจุบันเงินกองทุนมูลนิธิดังกล่าวมีเป็นจำนวนหลายแสนบาท )  ปัจจุบันนี้ผู้ที่ทำหน้าที่ดำเนินการจัดการแสดงธรรมสวนะสามัคคี  คือ  นายเชย  จันสุตะ  และมีวัดเข้าร่วมทั้งสิ้น  25  วัด  เป็นวัดธรรมยุต  8  วัด  และมหานิกาย  17  วัด  นับว่าเป็นการเริ่มต้นของความสามัคคีของพุทธศาสนิกชนชาวอุบลราชธานี  เป็นการเริ่มต้นที่ง่ายไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ อันแสดงถึงการใฝ่ธรรมของทวยราษฎร์อย่างแท้จริง

                                                                                                 เรียบเรียงจากคำบอกเล่าของนายประจวบ  ศรีธัญรัตน์

                        เมื่อคราวไปประชาสัมพันธ์งานแห่เทียนพรรษาโดยออกรายการสถานีโทรทัศน์  ที่ขอนแก่นแทนผู้ว่าราชการจังหวัด  พิธีกรได้ถามว่า  งามแห่เทียนพรรษามีอยู่หลายจังหวัด  แต่ทำไมจังหวัดอุบล ฯ จึงน่าสนใจกว่าที่อื่น  คำตอบก็คือว่า

                        การจัดงานแห่เทียนพรรษาที่อุบล ฯ นั้น  มิได้มีความหมายที่ต้นเทียนแต่เพียงอย่างเดียว  เป็นประเพณีมาแต่ดั้งเดิม  ชาวอุบล ฯ ทุกคนมีส่วนร่วมในงานนี้  ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่  พระสงฆ์หรือชาวบ้านหรือหน่วยราชการ  สถาบันต่าง ๆ ทุกคนจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันจนงานสำเร็จอย่างงดงามด้วยความภาคภูมิใจของทุก ๆ ฝ่าย

                        ลักษณะที่ทุกคนมีส่วนร่วม  รวมพลังเช่นนี้  เปรียบประดุจนำลวดเส้นเล็ก ๆ หลาย ๆ เส้นมาเป็นเกลียวรวมกัน  กลายเป็นลวดสลิงเส้นใหญ่  ทำให้เกิดพลังอันมหาศาลทำงานใหญ่และสำคัญให้สำเร็จไปได้

ขบวนแห่เทียนพรรษาแต่ละขบวน  แสดงออกถึงขนบธรรมเนียม  วัฒนธรรมประเพณีที่ละเอียดอ่อนละเมียดละไม  หมายถึงความเจริญรุ่งเรืองมาแต่เก่าก่อนจนปัจจุบัน

ต้นเทียนพรรษาที่อุบล ฯ จึงงามล้ำ  มีความหมายและคติธรรมทางพุทธศาสนา  เพื่อน้อมนำไปปฏิบัติให้บังเกิดสุขในชีวิตประจำวัน

การท่องเที่ยว  ไม่ว่าไปที่ใด  จะต้องเกี่ยวกับอักษร  “ “  จำนวน  4  ตัว  กล่าวคือ

อ          :           อารมณ์             มีอารมณ์ผ่องใสที่จะได้ไปท่องเที่ยว

อ          :           อาภรณ์             ได้ใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ใหม่ ๆ แปลก ๆ

อ          :           อากาศ              ได้อากาศปลอดโปร่ง  แจ่มใส  แปลกตา

อ          :           อาหาร               ได้ลิ้มรสอาหารต่าง ๆ ตามสภาพท้องถิ่น แต่ถ้าไปเที่ยวอุบล ฯ จะได้  “ “  ถึง  5  ตัว  คือเพิ่ม           อุบล

นับเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อมีการค้นพบภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ที่ผาแต้มและผาหมอน  ซึ่งเป็นหน้าผาสูงชันริมฝั่งแม่น้ำโขง  ในเขตปากครองของบ้านกุ่ม  ตำบลห้วยไผ่  อำเภอโขงเจียม  สิ่งที่น่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ  ภาพเขียนสีที่ค้นพบนี้  นักโบราณคดีจากกรมศิลปากรได้สำรวจและพิสูจน์แล้วให้ความเห็นว่า  ภาพเขียนสีแห่งนี้  เป็นวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์  มีอายุอยู่ในระหว่าง  3,000  ปี -  4,000  ปี  มาแล้ว  และเป็นกลุ่มภาพเขียนที่มีขนาดใหญ่  มีภาพจำนวนมากที่สุดที่พบในประเทศไทย  ทั้งเนื้อหาของภาพที่ปรากฎก็ได้แสดงให้เห็นถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของมนุษย์ในสมัยโบราณที่เขียนภาพได้เป็นอย่างดี  และมากกว่าในที่ใด ๆ จึงนับว่ามีความสำคัญทั้งในทางศิลปะและร่องรอยของมนุษย์ชาติในอดีตที่หลงเหลืออยู่  สามารถสะท้อนให้เห็นภาพเรื่องราวชีวิตของมนุษย์ในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี และในปัจจุบัน ผาแต้มยังถูกระบุให้เป็นสถานที่ที่มองเห็นพระอาทิตย์ขึ้น เป็นแห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย

ข้อมูลบางส่วน มาจากข้อเขียนบางตอนของ คุณสุวิชช คูณผล ที่มอบให้ผู้จัดทำนำเป็นบทความนำเรื่อง ในเอกสารเผยแพร่ที่ได้เคยจัดทำไว้